สัญญาระหว่างสมรส
สัญญาระหว่างสมรส คืออะไร? มีผลตามกฎหมายหรือไม่ บอกล้างได้เมื่อใด พร้อมแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
บทความกฎหมายครอบครัว | ปรับปรุง 29 ตุลาคม 2569
การทำสัญญาระหว่างสมรสเป็นเรื่องที่คู่สมรสจำนวนมากให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น บ้าน ที่ดิน เงินฝาก หุ้นบริษัท หรือกิจการที่ร่วมกันสร้างขึ้นระหว่างสมรส
หลายกรณีคู่สมรสตกลงทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินกันไว้เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งกลับมีข้อสงสัยว่า สัญญาที่ลงลายมือชื่อไว้แล้วสามารถยกเลิกได้หรือไม่
กฎหมายไทยมีบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับสัญญาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ซึ่งให้สิทธิคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกล้างสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
บทความนี้อธิบายหลักกฎหมาย ข้อยกเว้น วิธีบอกล้างสัญญา และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
1. สัญญาระหว่างสมรส คืออะไร?
สัญญาระหว่างสมรส หรือ Postnuptial Agreement ในบริบทกฎหมายไทย หมายถึงข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสทำต่อกันในระหว่างที่มีสถานะเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
ตัวอย่างเช่น
-
คู่สมรสทำสัญญาตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์บ้านหรือที่ดิน
-
ฝ่ายหนึ่งโอนที่ดินให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง
-
ตกลงยกเงินฝากส่วนตัวให้แก่คู่สมรส
-
ทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส
-
ตกลงเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์หุ้นบริษัทหรือทรัพย์สินในกิจการ
-
ทำข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินที่จะได้รับหากเกิดการหย่า
การพิจารณาว่าเอกสารใดเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 ต้องดูเนื้อหาสาระและเจตนาของคู่สัญญา ไม่ใช่ดูเพียงชื่อเอกสารว่าเป็นบันทึกข้อตกลงหรือสัญญาประเภทใด
2. สัญญาระหว่างสมรส ตามมาตรา 1469
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 วางหลักว่า สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสทำต่อกันในระหว่างสมรส คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกล้างได้ในระหว่างที่ยังสมรสกันอยู่ หรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นคู่สมรส แต่ไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต
หลักสำคัญ 4 ประการ
-
ต้องเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำต่อกันในระหว่างสมรส
-
คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถใช้สิทธิบอกล้างได้
-
ต้องบอกล้างภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
-
การบอกล้างต้องไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต
การทำสัญญาระหว่างสมรสจึงไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่ความมั่นคงของสัญญาแตกต่างจากสัญญาที่ทำระหว่างบุคคลทั่วไป
3. สัญญาระหว่างสมรสมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่?
สัญญาระหว่างสมรสไม่ใช่สัญญาที่เป็นโมฆะเพียงเพราะคู่สัญญาเป็นคู่สมรสกัน
หากทำโดยชอบด้วยกฎหมาย สัญญาย่อมมีผลตามลักษณะนิติกรรมนั้น แต่คู่สมรสยังมีสิทธิบอกล้างตามมาตรา 1469
ตัวอย่างเช่น คู่สมรสทำสัญญาให้เงินจำนวน 2 ล้านบาทแก่อีกฝ่ายหนึ่ง และได้โอนเงินให้แล้ว ต่อมาฝ่ายผู้ให้ประสงค์จะบอกล้างสัญญา
กรณีนี้ต้องวินิจฉัยว่าการโอนเงินเป็นการให้ระหว่างคู่สมรสหรือไม่ มีการแสดงเจตนาบอกล้างอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีสิทธิของบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
การโอนเงินเสร็จสิ้นแล้วไม่ใช่เหตุที่จะทำให้สิทธิบอกล้างหมดไปโดยอัตโนมัติ
4. สัญญาระหว่างสมรสบอกล้างได้เมื่อใด?
ระยะเวลาบอกล้างตามมาตรา 1469
ขณะยังเป็นคู่สมรส
บอกล้างได้
ในระหว่างที่การสมรสยังคงอยู่
หลังสิ้นสุดการสมรส
ภายใน 1 ปี
นับแต่วันที่ขาดจากการเป็นคู่สมรส
ตัวอย่างเช่น หากคู่สมรสจดทะเบียนหย่ากันในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 คู่สมรสที่ต้องการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสต้องพิจารณาใช้สิทธิให้ทันกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง
หากเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ต้องตรวจสอบวันที่การสมรสสิ้นสุดตามกฎหมายก่อนคำนวณระยะเวลา
ข้อควรระวัง: การบอกล้างสัญญากับการฟ้องคดีเรียกคืนทรัพย์สินเป็นคนละประเด็น การใช้สิทธิบอกล้างทันเวลาไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องอายุความหรือการพิสูจน์สิทธิในการฟ้องคดีต่อไป
5. บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสต้องฟ้องศาลหรือไม่?
โดยหลัก การแสดงเจตนาบอกล้างอาจกระทำต่อคู่สมรสอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็นต้องฟ้องศาลก่อนเสมอไป
อย่างไรก็ตาม หากมีข้อพิพาทเรื่องความถูกต้องของการบอกล้าง หรืออีกฝ่ายไม่ยอมคืนทรัพย์สิน อาจจำเป็นต้องดำเนินคดีเพื่อให้ศาลวินิจฉัยและบังคับตามสิทธิ
วิธีดำเนินการที่ควรพิจารณา
-
ตรวจสอบสัญญาและสถานะสมรส
-
ตรวจสอบทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งสัญญา
-
ตรวจสอบกำหนดเวลาตามมาตรา 1469
-
จัดทำหนังสือแสดงเจตนาบอกล้าง โดยระบุสัญญาและทรัพย์สินให้ชัดเจน
-
ส่งหนังสือโดยวิธีที่มีหลักฐานการรับ
-
ดำเนินการฟ้องคดีหากอีกฝ่ายโต้แย้งหรือไม่ดำเนินการคืนทรัพย์สิน
สำหรับสัญญาที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ต้องตรวจสอบการจดทะเบียนสิทธิและบุคคลภายนอกเพิ่มเติมด้วย
6. สัญญาระหว่างสมรสกับสัญญาก่อนสมรส ต่างกันอย่างไร?
|
ประเด็น |
สัญญาก่อนสมรส |
สัญญาระหว่างสมรส |
|---|---|---|
|
เวลาทำสัญญา |
ก่อนจดทะเบียนสมรส |
ระหว่างสมรส |
|
กฎหมายหลัก |
มาตรา 1465–1468 |
มาตรา 1469 |
|
แบบของสัญญา |
ต้องปฏิบัติตามแบบตามมาตรา 1466 |
ขึ้นอยู่กับนิติกรรมที่ทำ |
|
การเปลี่ยนแปลง |
โดยหลักต้องได้รับอนุญาตจากศาล |
มีสิทธิบอกล้างตามมาตรา 1469 |
|
สิทธิบุคคลภายนอก |
มีกฎหมายคุ้มครอง |
ไม่กระทบผู้กระทำการโดยสุจริต |
สัญญาก่อนสมรสมีหลักเกณฑ์ด้านแบบและการเปลี่ยนแปลงที่เข้มงวด ขณะที่สัญญาระหว่างสมรสต้องระมัดระวังเรื่องสิทธิบอกล้างเป็นพิเศษ
7. สัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับบ้านและที่ดิน
ข้อพิพาทที่พบบ่อยคือ การโอนที่ดินหรือบ้านระหว่างคู่สมรส โดยเฉพาะกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวไปจดทะเบียนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง
แม้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยถูกต้องแล้ว ก็ต้องพิจารณาสิทธิบอกล้างตามมาตรา 1469
แต่หากมีบุคคลภายนอกเข้ามารับโอนกรรมสิทธิ์โดยสุจริตแล้ว การบอกล้างไม่อาจนำมาใช้กระทบสิทธิที่บุคคลภายนอกได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
อีกประเด็นหนึ่งคือการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินที่ซื้อระหว่างสมรส ซึ่งอาจมีผลมากกว่าการระบุชื่อในโฉนดเพียงอย่างเดียว ตามแนวฎีกาที่ 5054/2568 ซึ่งจะกล่าวต่อไป
8. สัญญาระหว่างสมรสกำหนดว่าห้ามบอกล้างได้หรือไม่?
คู่สมรสบางรายจัดทำสัญญาโดยระบุว่าไม่สามารถยกเลิกหรือบอกล้างสัญญาได้ภายใน 10 ปี หรือ 20 ปี
ข้อตกลงเช่นนี้มีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอาจขัดต่อสิทธิที่มาตรา 1469 กำหนดไว้เพื่อคุ้มครองคู่สมรส
ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า แม้สัญญาจะกำหนดห้ามบอกล้างไว้ 20 ปี ข้อตกลงจำกัดสิทธิดังกล่าวก็อาจเป็นโมฆะตามมาตรา 150 เพราะขัดต่อมาตรา 1469
จึงไม่ควรเข้าใจว่าการลงลายมือชื่อยอมรับข้อห้ามบอกล้างจะทำให้คู่สมรสเสียสิทธิตามกฎหมายทุกกรณี
9. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสัญญาระหว่างสมรส
แนวคำพิพากษาต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับมาตรา 1469 ทั้งเรื่องการให้ทรัพย์สิน การแบ่งทรัพย์สิน การบอกล้าง และข้อจำกัดเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลภายนอก
ฎีกาที่ 5054/2568 — การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกันระหว่างคู่สมรส
ข้อเท็จจริงโดยสรุป คู่สมรสซื้อที่ดินระหว่างสมรส โดยมีบุตรเข้าร่วมทำสัญญาซื้อขาย และจดทะเบียนให้คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินคนละส่วนเท่ากัน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงถึงการตกลงเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างชัดเจน เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำขึ้นระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 และมีผลต่อการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย
หลักกฎหมาย: การตกลงเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของคู่สมรสอาจพิจารณาได้จากพฤติการณ์และการจดทะเบียน ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารที่ใช้ชื่อว่า “สัญญาระหว่างสมรส” โดยเฉพาะ
ฎีกาที่ 818/2546 — สามียกที่ดินให้ภริยาแล้วบอกล้างสัญญา
สามีจดทะเบียนยกที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวจำนวน 7 แปลงให้ภริยาระหว่างสมรส ต่อมาสามีประสงค์บอกล้างสัญญาการให้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการให้ที่ดินดังกล่าวเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ต้องใช้มาตรา 1469 ซึ่งเป็นบทกฎหมายเฉพาะ ไม่ใช่บททั่วไปเรื่องถอนคืนการให้ตามมาตรา 535
หลักกฎหมาย: การให้ที่ดินระหว่างคู่สมรสสามารถอยู่ภายใต้สิทธิบอกล้างตามมาตรา 1469 ได้
ฎีกาที่ 3714/2548 — ให้เงินฝาก 7.5 ล้านบาทแก่คู่สมรส
ฝ่ายหนึ่งยินยอมให้อีกฝ่ายมีชื่อร่วมในบัญชีเงินฝาก และตกลงยกเงินจำนวน 7,500,000 บาท ซึ่งเดิมเป็นสินส่วนตัวให้แก่คู่สมรส
ต่อมาฝ่ายผู้ให้แสดงเจตนาบอกล้าง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 1469 และการบอกล้างตามบทบัญญัตินี้มุ่งคุ้มครองคู่สมรสจากการเสียประโยชน์เนื่องจากความเสน่หาหรืออิทธิพลภายในความสัมพันธ์
หลักกฎหมาย: การบอกล้างสัญญาให้ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เหตุเนรคุณอย่างการถอนคืนการให้ทั่วไป
ฎีกาที่ 8739/2551 — สัญญาห้ามบอกล้างเป็นเวลา 20 ปี
คู่สมรสทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สิน โดยมีเงื่อนไขเรื่องการประพฤติผิดศีลธรรมระหว่างสมรส และกำหนดห้ามบอกล้างหรือยกเลิกสัญญาเป็นเวลา 20 ปี
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงห้ามบอกล้างดังกล่าวขัดต่อหลักคุ้มครองคู่สมรสตามมาตรา 1469 จึงเป็นโมฆะตามมาตรา 150
เมื่อมีการบอกล้างโดยชอบแล้ว สัญญาไม่อาจนำมาบังคับกับอีกฝ่ายได้
หลักกฎหมาย: คู่สมรสไม่สามารถอาศัยข้อตกลงในสัญญามาตัดสิทธิบอกล้างตามมาตรา 1469 ได้
ฎีกาที่ 674/2543 — บอกล้างข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสมรส
คู่สมรสทำข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ต่อมามีการบอกล้างข้อตกลง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 เมื่อคู่สมรสบอกล้างแล้ว สัญญาจึงสิ้นผล และไม่สามารถฟ้องบังคับให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงเดิมได้
หลักกฎหมาย: แม้จะเป็นข้อตกลงเพื่อแบ่งหรือจัดการสินสมรส ก็อาจถูกบอกล้างตามมาตรา 1469 ได้
ฎีกาที่ 5191/2540 — การบอกล้างทำให้ทรัพย์สินกลับเป็นสินสมรส
คดีนี้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสมรส และการแสดงเจตนาบอกล้างข้อตกลงดังกล่าว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่คู่สมรสแสดงความประสงค์ขอแบ่งบ้านซ้ำ ๆ สามารถถือเป็นการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสตามข้อเท็จจริงของคดีได้ ส่งผลให้ทรัพย์พิพาทกลับเป็นสินสมรสเดิม
แต่การบอกล้างต้องไม่กระทบสิทธิบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต
หลักกฎหมาย: การแสดงเจตนาบอกล้างต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ ไม่จำกัดเฉพาะชื่อหรือรูปแบบหนังสือ
ฎีกาที่ 5485/2537 — หนังสือบอกล้างและสิทธิของทายาท
สามียกที่ดินให้ภริยาระหว่างสมรส ต่อมาสามีมีหนังสือบอกล้างสัญญาการให้โดยชอบก่อนถึงแก่ความตาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สิทธิบอกล้างเป็นสิทธิเฉพาะตัว แต่เมื่อมีการบอกล้างโดยชอบก่อนเสียชีวิตแล้ว สิทธิที่เกิดจากการบอกล้างสามารถตกทอดไปยังทายาทได้
หลักกฎหมาย: ต้องแยกสิทธิที่จะบอกล้างซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัว ออกจากสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นภายหลังการบอกล้างโดยชอบ
ฎีกาที่ 11692/2555 — สัญญาระหว่างสมรสกับสิทธิของบุคคลภายนอก
คู่สมรสทำสัญญาแลกเปลี่ยนทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นสัญญาระหว่างสมรส แต่สัญญาดังกล่าวยังเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกซึ่งได้เข้าถือเอาประโยชน์แล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคู่สมรสไม่อาจใช้สิทธิบอกล้างสัญญาเพื่อระงับสิทธิของบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองนั้นได้
หลักกฎหมาย: สิทธิบอกล้างตามมาตรา 1469 ไม่ใช่สิทธิที่ใช้ลบล้างสิทธิของบุคคลภายนอกได้ทุกกรณี
10. เปรียบเทียบแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
|
ฎีกา |
ประเด็นสำคัญ |
|---|---|
|
5054/2568 |
ตกลงกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างคู่สมรส |
|
818/2546 |
ให้ที่ดินระหว่างสมรส บอกล้างตาม ม.1469 |
|
3714/2548 |
บอกล้างการให้เงินฝาก 7.5 ล้านบาท |
|
8739/2551 |
ข้อตกลงห้ามบอกล้าง 20 ปีเป็นโมฆะ |
|
674/2543 |
บอกล้างข้อตกลงจัดการทรัพย์สิน |
|
5191/2540 |
บอกล้างแล้วทรัพย์สินกลับเป็นสินสมรส |
|
5485/2537 |
บอกล้างก่อนเสียชีวิต สิทธิเรียกร้องตกทอดได้ |
|
11692/2555 |
คุ้มครองสิทธิบุคคลภายนอก |
11. หนังสือบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสควรมีข้อความอย่างไร?
หนังสือบอกล้างควรระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคู่สมรส สัญญาที่ประสงค์จะบอกล้าง ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง และการแสดงเจตนาบอกล้างตามมาตรา 1469 ให้ชัดเจน
ตัวอย่างข้อความสำหรับใช้ประกอบการพิจารณา:
เรื่อง บอกล้างสัญญาระหว่างสมรส
ตามที่ข้าพเจ้าและท่านได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรส ลงวันที่ ............ เกี่ยวกับทรัพย์สิน ............ นั้น
ข้าพเจ้าขอแสดงเจตนาบอกล้างสัญญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469
ขอให้ท่านดำเนินการเกี่ยวกับการคืนทรัพย์สินและสิทธิที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายภายในระยะเวลาที่ระบุในหนังสือฉบับนี้
ทั้งนี้ ข้าพเจ้าขอสงวนสิทธิในการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ตัวอย่างนี้ไม่ใช่แบบฟอร์มที่เหมาะกับทุกกรณี โดยเฉพาะการโอนอสังหาริมทรัพย์หรือการมีบุคคลภายนอกเกี่ยวข้อง ควรตรวจเอกสารก่อนส่งหนังสือจริง
12. การฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาระหว่างสมรส
ข้อพิพาทอาจเกิดขึ้นได้ทั้งกรณีคู่สมรสต้องการบังคับตามสัญญา และกรณีอีกฝ่ายประสงค์บอกล้าง
ประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนฟ้องคดี ได้แก่ การจดทะเบียนสมรส วันที่ทำสัญญา ลักษณะทรัพย์สิน การแสดงเจตนาบอกล้าง ระยะเวลาตามมาตรา 1469 และสิทธิของบุคคลภายนอก
หลักฐานที่ควรจัดเตรียม ได้แก่ สำเนาทะเบียนสมรสหรือทะเบียนหย่า สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สิน โฉนดที่ดิน หลักฐานการโอนเงิน หนังสือบอกล้าง หลักฐานการส่งหนังสือ และพยานเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างคู่สมรส
การดำเนินคดีต้องวิเคราะห์ว่าเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ รวมทั้งตรวจคำขอท้ายฟ้องให้สอดคล้องกับสิทธิที่เกิดขึ้นจากการบอกล้าง
13. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัญญาระหว่างสมรส
มีผลได้หากเป็นนิติกรรมที่ทำโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสทำต่อกันระหว่างสมรสอาจถูกบอกล้างได้ตามมาตรา 1469
14. ปรึกษาทนายความเกี่ยวกับสัญญาระหว่างสมรส
การทำสัญญาหรือบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสอาจมีผลต่อบ้าน ที่ดิน เงินฝาก หุ้นบริษัท และสิทธิในทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง จึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารก่อนดำเนินการ
สำนักงานทนายความให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการร่างและตรวจสัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญา การแบ่งสินสมรส การฟ้องหย่า และข้อพิพาทด้านทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส
ติดต่อสำนักงานทนายความ
ค่าปรึกษากฎหมายเบื้องต้น
ทางโทรศัพท์ 500–1,000 บาท
นัดปรึกษาที่สำนักงานหรือนอกสถานที่ 3,000–5,000 บาท
ค่าดำเนินคดีและค่าร่างสัญญาแยกต่างหากตามรายละเอียดงาน15. สรุปสัญญาระหว่างสมรส
สัญญาระหว่างสมรสเป็นนิติกรรมที่สามารถทำได้ตามกฎหมายไทย แต่เมื่อเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสทำต่อกัน ย่อมต้องพิจารณามาตรา 1469 ซึ่งให้สิทธิบอกล้างได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยมีข้อจำกัดเรื่องสิทธิของบุคคลภายนอก
ผู้ที่ต้องการทำสัญญาแบ่งสินสมรส ยกทรัพย์สินให้คู่สมรส หรือบอกล้างสัญญาที่ทำไว้แล้ว ควรตรวจสอบเอกสารอย่างรอบคอบ เพราะการลงนามในสัญญาหรือการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินอาจมีผลทางกฎหมายที่แตกต่างจากความเข้าใจของคู่สัญญา








