ภาษีอากรระหว่างประเทศ
ภาษีอากรระหว่างประเทศ
ภาษีข้ามชาติ ปัญหาภาษีซ้อน และแนวทางตามกฎหมาย
ภาษีอากรระหว่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีในกรณีที่รายได้ ทรัพย์สิน หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับมากกว่าหนึ่งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจข้ามชาติ การทำงานในต่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ หรือการถือทรัพย์สินในต่างแดน หากไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดปัญหาภาษีซ้อน ภาระภาษีสูงเกินความจำเป็น หรือความเสี่ยงทางกฎหมาย
ภาษีอากรระหว่างประเทศคืออะไร
ภาษีอากรระหว่างประเทศ คือ หลักกฎหมายและกฎเกณฑ์ทางภาษีที่ใช้กำหนดสิทธิในการจัดเก็บภาษีระหว่างรัฐต่าง ๆ ในกรณีที่รายได้หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับมากกว่าหนึ่งประเทศ เช่น
-
บุคคลที่มีรายได้จากต่างประเทศ
-
บริษัทที่ประกอบธุรกิจข้ามชาติ
-
นักลงทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ
-
การให้บริการข้ามพรมแดน
ประเด็นสำคัญของภาษีอากรระหว่างประเทศ คือ การกำหนดว่าประเทศใดมีอำนาจในการจัดเก็บภาษี และจะจัดเก็บในอัตราเท่าใด เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อนและไม่เป็นธรรม
หลักการจัดเก็บภาษีในกรณีระหว่างประเทศ
โดยทั่วไป การจัดเก็บภาษีอากรระหว่างประเทศอาศัยหลักสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
1. หลักถิ่นที่อยู่ (Residence Principle)
ประเทศที่บุคคลหรือบริษัทมีถิ่นที่อยู่ทางภาษี มีสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากรายได้ทั่วโลกของบุคคลหรือบริษัทนั้นหลักถิ่นที่อยู่ Residence Rule) เมื่อบุคคลใดมีถิ่นที่อยู่ในประเทศใด บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องเสีย ภาษีให้แก่ประเทศนั ้น โดยไม่คํานึงว่าบุคคลนั ้นจะ ถือสัญชาติของ ประเทศนั้นหรือไม่? และไม่คํานึงว่าเงินได้ที่บุคคลนั้นได้รับจะเกิด จากการทํางานหรือการทําธุรกิจใน ประเทศนั้นหรือไม่ =หลักเงินได้ทั่วโลก (Worldwide Income Basis
2. หลักแหล่งที่มาของรายได้ (Source Principle)
ประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของรายได้ มีสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศนั้น แม้ว่าผู้มีรายได้จะเป็นคนต่างชาติ
เมื่อทั้งสองหลักนี้ถูกนำมาใช้พร้อมกัน จึงอาจเกิดปัญหาการเก็บภาษีซ้อนขึ้น
แนวคิดเรื่องถิ่นที่อยู่ทางภาษี
ถิ่นที่อยู่ทางภาษีเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาภาษีอากรระหว่างประเทศ โดยอาจพิจารณาจากปัจจัย เช่น
-
ระยะเวลาที่พำนักอยู่ในประเทศ
-
ที่ตั้งถาวรของธุรกิจ
-
ศูนย์กลางผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
-
การจดทะเบียนบริษัท
หากบุคคลหรือบริษัทถูกถือว่ามีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในมากกว่าหนึ่งประเทศ จะต้องใช้กฎพิเศษตามอนุสัญญาภาษีซ้อนในการวินิจฉัย
ปัญหาภาษีซ้อนคืออะไร
ภาษีซ้อน (Double Taxation) หมายถึง กรณีที่รายได้เดียวกันถูกเก็บภาษีมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยต่างประเทศต่างอ้างสิทธิในการจัดเก็บภาษี ตัวอย่างเช่น
-
บุคคลทำงานในต่างประเทศ แต่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทย
-
บริษัทไทยมีรายได้จากสาขาในต่างประเทศ
หากไม่มีมาตรการแก้ไข อาจทำให้ผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระภาษีที่สูงเกินสมควร
แนวทางแก้ไขปัญหาภาษีซ้อน
แนวทางแก้ไขปัญหาภาษีซ้อนที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่
-
การยกเว้นภาษีในประเทศหนึ่ง
-
การให้เครดิตภาษี (Tax Credit)
-
การลดอัตราภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
วิธีการใดจะใช้ขึ้นอยู่กับกฎหมายภายในประเทศและข้อตกลงระหว่างประเทศ
อนุสัญญาภาษีซ้อนคืออะไร
อนุสัญญาภาษีซ้อน คือ ข้อตกลงระหว่างประเทศสองประเทศขึ้นไป เพื่อกำหนดสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากรายได้ประเภทต่าง ๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์ และกำไรจากการประกอบธุรกิจ
ประเทศไทยได้ทำอนุสัญญาภาษีซ้อนไว้กับหลายประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและลดอุปสรรคทางภาษี
รายได้ประเภทต่าง ๆ ในภาษีอากรระหว่างประเทศ
ภาษีอากรระหว่างประเทศครอบคลุมรายได้หลายประเภท เช่น
-
รายได้จากการจ้างแรงงานในต่างประเทศ
-
กำไรจากการประกอบธุรกิจข้ามชาติ
-
ดอกเบี้ย เงินปันผล และค่าลิขสิทธิ์
-
รายได้จากการขายทรัพย์สินในต่างประเทศ
แต่ละประเภทมีหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่แตกต่างกัน และต้องพิจารณาร่วมกับอนุสัญญาภาษีซ้อน
ตัวอย่างกรณีภาษีอากรระหว่างประเทศ
ตัวอย่างที่ 1 บุคคลทำงานในต่างประเทศ
บุคคลสัญชาติไทยทำงานในต่างประเทศและได้รับเงินเดือนจากบริษัทต่างชาติ อาจต้องเสียภาษีทั้งในประเทศที่ทำงานและในประเทศไทย หากไม่มีการใช้สิทธิภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน
ตัวอย่างที่ 2 บริษัทไทยมีรายได้จากต่างประเทศ
บริษัทไทยเปิดสาขาในต่างประเทศ กำไรที่เกิดขึ้นอาจถูกเก็บภาษีในประเทศนั้น และต้องนำมาคำนวณภาษีในประเทศไทยตามหลักถิ่นที่อยู่
ความสำคัญของภาษีอากรระหว่างประเทศต่อธุรกิจ
สำหรับธุรกิจ ภาษีอากรระหว่างประเทศมีผลกระทบโดยตรงต่อ
-
โครงสร้างการลงทุน
-
ต้นทุนทางภาษี
-
การขยายธุรกิจไปต่างประเทศ
-
ความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาษี
การวางแผนภาษีที่ถูกต้องสามารถช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
การวางแผนภาษีระหว่างประเทศอย่างถูกต้อง
การวางแผนภาษีระหว่างประเทศต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงภาษีโดยมิชอบ แนวทางที่เหมาะสม เช่น
-
ศึกษากฎหมายภาษีของแต่ละประเทศ
-
ใช้สิทธิภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน
-
จัดโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสม
-
จัดทำเอกสารทางภาษีอย่างครบถ้วน
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากรระหว่างประเทศเมื่อใด
การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากรระหว่างประเทศมีความสำคัญ โดยเฉพาะกรณี
-
ทำธุรกิจหรือทำงานข้ามประเทศ
-
มีรายได้จากต่างประเทศจำนวนมาก
-
วางแผนลงทุนระหว่างประเทศ
-
มีข้อพิพาทหรือความเสี่ยงด้านภาษี
การได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว
ตัวอย่างที่
1 บุคคลมีรายได้จากต่างประเทศและถิ่นที่อยู่ทางภาษี
กรณีศึกษา
บุคคลสัญชาติไทยไปทำงานในต่างประเทศเกิน 180 วันต่อปี ได้รับเงินเดือนจากบริษัทต่างชาติ และโอนเงินกลับประเทศไทยในปีเดียวกัน
ประเด็นภาษี
-
เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทยหรือไม่
-
รายได้จากต่างประเทศต้องเสียภาษีในไทยหรือไม่
แนวคำวินิจฉัยภาษี
กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่า หากบุคคลมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทย และนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้น รายได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย เว้นแต่จะได้รับการยกเว้นหรือใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
สาระสำคัญ
ถิ่นที่อยู่ทางภาษี + การนำเงินเข้าประเทศ = มีหน้าที่เสียภาษีในไทย
ตัวอย่างที่
2 บริษัทไทยให้บริการแก่ลูกค้าต่างประเทศ
กรณีศึกษา
บริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ให้บริการด้านที่ปรึกษาแก่ลูกค้าต่างประเทศ โดยทำงานจากประเทศไทยทั้งหมด และได้รับค่าบริการจากต่างประเทศ
ประเด็นภาษี
-
รายได้ถือว่าเกิดในประเทศใด
-
ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทยหรือไม่
แนวคำวินิจฉัยภาษี
กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่า หากการให้บริการเกิดขึ้นในประเทศไทย รายได้ดังกล่าวถือเป็นรายได้จากแหล่งในประเทศไทย บริษัทต้องนำรายได้นั้นมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย แม้ผู้ว่าจ้างจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม
สาระสำคัญ
แหล่งที่มาของการให้บริการ สำคัญกว่าสถานที่ตั้งของลูกค้า
ตัวอย่างที่
3 การจ่ายเงินปันผลข้ามประเทศ
กรณีศึกษา
บริษัทในประเทศไทยจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นบริษัทต่างชาติ
ประเด็นภาษี
-
ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
-
ใช้อัตราภาษีใด
แนวคำวินิจฉัยภาษี
โดยหลัก กฎหมายไทยกำหนดให้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลที่จ่ายให้ต่างประเทศ แต่หากประเทศไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศของผู้รับเงินปันผล สามารถใช้อัตราภาษีที่ลดลงตามอนุสัญญาได้ หากผู้รับเงินปันผลมีคุณสมบัติตามที่กำหนด
สาระสำคัญ
อนุสัญญาภาษีซ้อนช่วยลดอัตราภาษี แต่ต้องพิสูจน์สถานะผู้รับเงิน
ตารางสรุปภาษีอากรระหว่างประเทศ
| กรณี | ประเด็นทางภาษี | แนววินิจฉัย / หลักที่ใช้ |
|---|---|---|
| บุคคลไทยมีรายได้จากต่างประเทศ | ต้องเสียภาษีในไทยหรือไม่ | หากเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในไทย และนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในปีภาษีนั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ต้องเสียภาษีในไทย เว้นแต่ใช้สิทธิภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน |
| บุคคลทำงานในต่างประเทศเกิน 180 วัน | ถิ่นที่อยู่ทางภาษีอยู่ประเทศใด | พิจารณาจากระยะเวลาพำนัก ศูนย์กลางผลประโยชน์ และข้อกำหนดในอนุสัญญาภาษีซ้อน หากเข้าเงื่อนไขประเทศใด ประเทศนั้นมีสิทธิจัดเก็บภาษีหลัก |
| บริษัทไทยให้บริการลูกค้าต่างประเทศ | รายได้เกิดในประเทศใด | หากการให้บริการเกิดขึ้นในประเทศไทย รายได้ถือเป็นรายได้จากแหล่งในไทย ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทย แม้ลูกค้าจะอยู่ต่างประเทศ |
| บริษัทไทยมีรายได้จากสาขาในต่างประเทศ | ต้องเสียภาษีซ้ำหรือไม่ | โดยหลักต้องนำกำไรทั่วโลกมาคำนวณภาษีในไทย แต่สามารถขอเครดิตภาษีหรือยกเว้นภาษีตามกฎหมายและอนุสัญญาภาษีซ้อน |
| การจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติ | ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ | ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทย แต่อัตราภาษีอาจลดลงได้หากใช้อนุสัญญาภาษีซ้อนและผู้รับมีคุณสมบัติครบถ้วน |
| การจ่ายดอกเบี้ยไปต่างประเทศ | ใช้อัตราภาษีใด | ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนซึ่งกำหนดอัตราที่ต่ำกว่า |
| การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ (Royalty) ข้ามประเทศ | เป็นค่าบริการหรือค่าลิขสิทธิ์ | หากเข้าข่ายค่าลิขสิทธิ์ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แม้การโอนเงินจะทำในต่างประเทศ โดยใช้อัตราตามกฎหมายหรืออนุสัญญาภาษีซ้อน |
| บริษัทต่างชาติมีสำนักงานในไทย | ถือว่ามีสถานประกอบการถาวรหรือไม่ | หากมีสำนักงาน พนักงาน หรืออำนาจทำสัญญาในไทย ถือว่ามีสถานประกอบการถาวร ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทย |
| บริษัทต่างชาติส่งพนักงานมาไทยชั่วคราว | เข้าข่าย PE หรือไม่ | ต้องพิจารณาระยะเวลา ลักษณะงาน และอำนาจหน้าที่ หากไม่เข้าเกณฑ์ PE อาจไม่ต้องเสียภาษีในไทย |
| การโอนเงินระหว่างบริษัทในเครือ | เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ | ต้องพิจารณาราคาตลาด (Transfer Pricing) หากราคาไม่เป็นธรรม อาจถูกปรับปรุงรายได้และประเมินภาษีย้อนหลัง |








