ถูกฟ้องคดีลักทรัพย์ | ได้รับหมายเรียกตำรวจหรือหมายเรียกศาลต้องทำอย่างไร
ถูกฟ้องคดีลักทรัพย์ | ได้รับหมายเรียกตำรวจหรือหมายเรียกศาลต้องทำอย่างไร
ได้รับหมายเรียกตำรวจ หรือถูกฟ้องคดีลักทรัพย์และได้รับหมายเรียกศาล? อย่าเพิ่งตกใจ การได้รับหมายเรียกไม่ได้หมายความว่าศาลตัดสินว่าคุณมีความผิด แต่เป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการยุติธรรม การเตรียมตัวและได้รับคำปรึกษาจากทนายความตั้งแต่ต้น สามารถช่วยให้คุณเข้าใจสิทธิของตนเองและวางแนวทางดำเนินคดีได้อย่างเหมาะสม
หมายเรียกตำรวจ กับ หมายเรียกศาล ต่างกันอย่างไร
-
หมายเรียกตำรวจ คือ การเรียกให้ผู้ต้องหาเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำ
-
หมายเรียกศาล คือ คดีได้ถูกฟ้องต่อศาลแล้ว และศาลกำหนดวันนัดให้จำเลยมาศาลตามวันและเวลาที่กำหนด
ไม่ว่าจะได้รับหมายเรียกประเภทใด ไม่ควรเพิกเฉย เพราะอาจส่งผลต่อการดำเนินคดี
หากได้รับหมายเรียก ควรทำอย่างไร
-
อ่านรายละเอียดในหมายเรียกให้ครบ
-
เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดี
-
รวบรวมพยานหลักฐาน
-
ไปพบพนักงานสอบสวนหรือศาลตามวันนัด
-
ปรึกษาทนายความก่อนให้ปากคำหรือยื่นคำให้การ
การให้ข้อมูลโดยไม่ได้เตรียมตัว หรือเข้าใจข้อกล่าวหาไม่ครบถ้วน อาจส่งผลต่อแนวทางการต่อสู้คดีในภายหลัง
ทนายคดีลักทรัพย์ช่วยอะไรได้บ้าง
-
ให้คำปรึกษาก่อนเข้าพบตำรวจ
-
ตรวจสอบข้อกล่าวหาและคำฟ้อง
-
ช่วยเตรียมพยานหลักฐาน
-
เข้าร่วมในการสอบสวน
-
ยื่นประกันตัว
-
ว่าความและต่อสู้คดีในศาล
-
เจรจาและให้คำแนะนำตามข้อเท็จจริงของคดี
ปรึกษาทนายก่อนดำเนินคดี
หากคุณได้รับหมายเรียกตำรวจ ถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์ หรือถูกฟ้องและได้รับหมายเรียกศาล อย่ารอจนถึงวันนัด การเตรียมตัวตั้งแต่ต้นช่วยให้สามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเหมาะสม
ปรึกษาทนายคดีลักทรัพย์
-
ให้คำปรึกษาคดีลักทรัพย์
-
เข้าพบพนักงานสอบสวน
-
ต่อสู้คดีในศาล
-
ประกันตัว
-
วิเคราะห์แนวทางคดี
โทร 083-884-3287 เพื่อสอบถามและนัดหมายได้ทันที
คำถามที่พบบ่อย
หากได้รับหมายเรียกตำรวจ ต้องไปหรือไม่?
ควรไปตามวันและเวลาที่กำหนด หรือหากมีเหตุจำเป็นควรแจ้งพนักงานสอบสวนและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม
ถูกฟ้องแล้ว ต้องไปศาลทุกนัดหรือไม่?
โดยทั่วไปควรปฏิบัติตามคำสั่งของศาลและวันนัดที่กำหนด หากไม่สามารถไปได้ ควรปรึกษาทนายเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
คดีลักทรัพย์ยอมความได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับข้อหาและข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ไม่สามารถสรุปได้เหมือนกันทุกกรณี
ต้องมีทนายความหรือไม่?
กฎหมายให้สิทธิแต่งตั้งทนายความ หากคดีมีประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ซับซ้อน การมีทนายช่วยดำเนินคดีมักทำให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างเหมาะสมมากขึ้น
ทำไมควรปรึกษาทนายตั้งแต่ต้น
หลายคนติดต่อทนายหลังจากให้ปากคำหรือหลังขึ้นศาลไปแล้ว ทำให้บางประเด็นแก้ไขได้ยาก
การปรึกษาทนายตั้งแต่ได้รับหมายเรียกจะช่วยให้
- วิเคราะห์ข้อกล่าวหา
- ตรวจสอบคำฟ้อง
- เตรียมพยานหลักฐาน
- วางแนวทางต่อสู้คดี
- เตรียมคำให้การ
- ดูแลการดำเนินคดีจนเสร็จสิ้น
ตัวอย่างคดีและคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับคดีลักทรัพย์
การศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาช่วยให้เข้าใจว่า ศาลพิจารณาคดีลักทรัพย์จาก ข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิด ไม่ใช่เพียงคำกล่าวหาของคู่กรณี ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะคล้ายกัน แต่ผลของคดีอาจแตกต่างกันได้
1. ลืมทรัพย์ไว้ แล้วผู้อื่นนำไป เป็นลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์สินหาย?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2769/2534
ผู้เสียหายลืมถุงใส่เงินสด แคชเชียร์เช็ค และสมุดบัญชีไว้ในร้านก๋วยเตี๋ยว หลังจากรู้ตัวก็รีบกลับมาตามหาในเวลาประมาณ 10 นาที แต่เจ้าของร้านนำถุงดังกล่าวไปเสียก่อน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายยังถือว่ามีการครอบครองทรัพย์อยู่ เนื่องจากรีบกลับมาตามหาในเวลาอันสั้น การที่จำเลยนำทรัพย์ไปจึงเป็น ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ไม่ใช่ความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย
ข้อสังเกต
- ทรัพย์ที่ลืมไว้ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของสละการครอบครองทันที
- ต้องพิจารณาระยะเวลาและพฤติการณ์โดยรวม
2. ใช้อุบายให้เจ้าของส่งทรัพย์ให้ แล้ววิ่งหนี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2530
จำเลยขอดูนาฬิกาจากผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายถอดนาฬิกาส่งให้ จำเลยรับมาแล้ววิ่งหลบหนี
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าว ไม่ใช่วิ่งราวทรัพย์ เพราะไม่ได้ฉกฉวยเอาทรัพย์ไปทันที แต่เป็นการใช้อุบายให้ผู้เสียหายส่งมอบทรัพย์ก่อน แล้วจึงเอาไป จึงเป็น ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามมาตรา 334
ข้อสังเกต
- ลักษณะการได้มาซึ่งทรัพย์มีผลต่อการวินิจฉัยฐานความผิด
- ไม่ใช่ทุกกรณีที่วิ่งหนีหลังได้ทรัพย์จะเป็นวิ่งราวทรัพย์
3. ขู่จะกลับมาทำร้ายภายหลัง ไม่เป็นชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2511
จำเลยนำทรัพย์ของผู้เสียหายไปและพูดข่มขู่ว่า หากนำเรื่องไปบอกจะกลับมาฆ่าในภายหลัง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขู่ดังกล่าว ไม่ใช่การขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในทันที จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็น ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามมาตรา 334
ข้อสังเกต
- ความแตกต่างระหว่างลักทรัพย์กับชิงทรัพย์อยู่ที่การใช้หรือขู่จะใช้กำลังในทันทีเพื่อเอาทรัพย์หรือรักษาทรัพย์
4. ลักทรัพย์จากผู้ที่ลักทรัพย์มาอีกทอดหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2554
จำเลยนำรถจักรยานยนต์ไปจากผู้ที่ลักรถมาจากเจ้าของตัวจริงอีกทอดหนึ่ง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ครอบครองเดิมจะได้รถมาโดยมิชอบ แต่ก็ยังเป็นผู้ครอบครองอยู่ การแย่งการครอบครองดังกล่าวจึงเป็น ความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ความผิดฐานรับของโจร
ข้อสังเกต
- ผู้ครอบครองทรัพย์ แม้จะได้มาโดยมิชอบ ก็ยังอาจได้รับความคุ้มครองในแง่การครอบครอง
- การวิเคราะห์ฐานความผิดต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมด
ปรึกษาทนายคดีลักทรัพย์
หากคุณกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับ
- ได้รับหมายเรียกตำรวจ
- ได้รับหมายเรียกศาล
- ถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์
- ถูกฟ้องคดีลักทรัพย์
- ต้องการประกันตัว
- ต้องการทนายว่าความ
สำนักงานของเราพร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด
โทร 083-884-3287








