คดีฟ้องเพิกถอนนิติกรรม
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม | ลูกหนี้โอนทรัพย์หนีเจ้าหนี้ ต้องทำอย่างไร?
หากคุณเป็นเจ้าหนี้และพบว่า ลูกหนี้โอนบ้าน ที่ดิน รถ หุ้น หรือทรัพย์สินอื่นให้ญาติหรือบุคคลอื่น หลังจากมีหนี้เกิดขึ้น อาจต้องตรวจสอบว่าเข้าหลัก เพิกถอนการฉ้อฉล หรือไม่
คดีประเภทนี้พบได้บ่อยในกรณีที่ลูกหนี้เริ่มถูกทวงถาม ถูกฟ้องคดี หรือทราบว่ากำลังมีปัญหาเรื่องหนี้ แล้วรีบโอนทรัพย์สินออกจากชื่อตนเอง เช่น โอนที่ดินให้คู่สมรส บุตร พี่น้อง หรือบุคคลใกล้ชิด รวมถึงการขายทรัพย์ในราคาต่ำผิดปกติ หรือจำนองทรัพย์ให้บุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกการโอนทรัพย์จะฟ้องเพิกถอนได้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงว่า หนี้เกิดขึ้นเมื่อใด มีการโอนทรัพย์เมื่อใด การโอนทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ และผู้รับโอนมีความสุจริตเพียงใด
หากพบว่าลูกหนี้โอนทรัพย์ไปแล้ว ควรรีบรวบรวมเอกสารและตรวจเรื่องกำหนดเวลาในการใช้สิทธิ
ปรึกษาทนายคดีเพิกถอนนิติกรรม โทร 083-884-3287
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม คืออะไร?
คำว่า ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม เป็นคำที่ใช้เรียกคดีหลายลักษณะ แต่กรณีที่เจ้าหนี้พบว่าลูกหนี้โอนทรัพย์หนีหนี้ มักเกี่ยวข้องกับหลักเรื่อง เพิกถอนการฉ้อฉล
หลักสำคัญคือ หากลูกหนี้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยรู้อยู่ว่าการกระทำนั้นจะทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เจ้าหนี้อาจมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
แต่ก่อนฟ้องต้องตรวจให้ชัดว่าเป็นกรณีใด เพราะบางคดีอาจเกี่ยวข้องกับ
-
เพิกถอนการฉ้อฉล
-
นิติกรรมอำพราง
-
นิติกรรมโมฆะ
-
นิติกรรมโมฆียะ
-
การโอนทรัพย์โดยไม่มีสิทธิ
-
การให้โดยเสน่หา
-
การซื้อขายหรือจำนองที่มีปัญหา
แต่ละกรณีอาจใช้หลักกฎหมายและกำหนดเวลาต่างกัน
ลูกหนี้โอนทรัพย์หนีเจ้าหนี้ ฟ้องเพิกถอนได้ไหม?
คำตอบคือ อาจฟ้องได้ หากข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรนำเอกสารมาตรวจ เช่น
-
ลูกหนี้โอนที่ดินให้ญาติหลังถูกทวงหนี้
-
โอนบ้านให้คู่สมรสหรือบุตร
-
ขายที่ดินในราคาต่ำกว่าราคาปกติมาก
-
จำนองทรัพย์ให้บุคคลใกล้ชิดก่อนเจ้าหนี้บังคับคดี
-
โอนทรัพย์หลังได้รับหมายศาล
-
โอนไปแล้วแต่ลูกหนี้ยังครอบครองและใช้ทรัพย์เหมือนเดิม
-
ไม่มีหลักฐานว่าผู้รับโอนจ่ายเงินจริง
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะชนะคดีโดยอัตโนมัติ แต่เป็นประเด็นที่ควรนำมาวิเคราะห์ร่วมกับหลักฐานอื่น
เพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237
หลักเกี่ยวกับการเพิกถอนการฉ้อฉลอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยสาระสำคัญคือ เจ้าหนี้อาจขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมของลูกหนี้ได้ หากการทำนิติกรรมนั้นทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ และเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด
ประเด็นที่มักต้องตรวจ เช่น
-
เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องจริงหรือไม่
-
สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการโอน
-
ลูกหนี้มีทรัพย์อื่นเพียงพอหรือไม่
-
การโอนทำให้บังคับชำระหนี้ยากขึ้นหรือไม่
-
เป็นการให้ฟรีหรือซื้อขาย
-
ผู้รับโอนรู้เรื่องหนี้หรือไม่
-
มีการจ่ายเงินจริงหรือไม่
หากเป็นการซื้อขายหรือมีค่าตอบแทน ต้องพิจารณาเรื่องความสุจริตของผู้รับโอนด้วย
โอนทรัพย์ให้ญาติ เพิกถอนได้ไหม?
การโอนทรัพย์ให้ญาติ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการฉ้อฉลเสมอไป แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้โอนและผู้รับโอนอาจเป็นพฤติการณ์ประกอบที่ศาลใช้พิจารณาได้
ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้ถูกทวงหนี้จำนวนมาก แล้วโอนที่ดินให้บุตรหรือพี่น้องโดยไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน หรือโอนในราคาต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาปกติ กรณีเช่นนี้ควรตรวจเอกสารอย่างละเอียด
นอกจากนี้ ควรดูว่าหลังโอนแล้วใครยังเป็นผู้ใช้ทรัพย์ ใครเป็นผู้ชำระภาษี ใครเป็นผู้รับรายได้จากทรัพย์ และผู้รับโอนมีความสามารถทางการเงินจริงหรือไม่
ขายทรัพย์ราคาต่ำกว่าปกติ เพิกถอนได้หรือไม่?
ราคาที่ต่ำผิดปกติอาจเป็นหนึ่งในพยานแวดล้อม แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว
ต้องดูประกอบว่า
-
ราคาตลาดของทรัพย์เท่าใด
-
ราคาที่ระบุในสัญญาเท่าใด
-
มีหลักฐานการจ่ายเงินหรือไม่
-
เงินจ่ายจากบัญชีใคร
-
ผู้ซื้อมีรายได้หรือฐานะพอซื้อทรัพย์หรือไม่
-
การขายเกิดขึ้นก่อนหรือหลังถูกทวงหนี้
-
หลังขายแล้วลูกหนี้ยังใช้ทรัพย์อยู่หรือไม่
ยิ่งมีข้อเท็จจริงหลายอย่างสอดคล้องกัน ยิ่งควรรีบประเมินว่าจะดำเนินคดีได้หรือไม่
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินได้ไหม?
ได้ หากมีฐานสิทธิและพยานหลักฐานเพียงพอ
หากเป็นกรณีที่ดิน ควรเตรียมเอกสาร เช่น
-
โฉนดที่ดิน
-
สารบัญจดทะเบียน
-
สัญญาซื้อขาย
-
สัญญาให้
-
สัญญาจำนอง
-
หลักฐานการชำระราคา
-
หนังสือทวงถาม
-
สัญญาที่เป็นที่มาของหนี้
-
คำฟ้องหรือคำพิพากษาเดิม หากมี
สารบัญจดทะเบียนในโฉนดมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เห็นว่าเคยมีการโอน การขาย หรือจำนองเมื่อใด และใครเป็นผู้รับสิทธิ
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมมีอายุความหรือไม่?
มีเรื่อง กำหนดเวลาการใช้สิทธิ ที่ต้องตรวจอย่างระมัดระวัง
โดยเฉพาะกรณีเพิกถอนการฉ้อฉล กฎหมายมีหลักเรื่องกำหนดเวลาที่เฉพาะเจาะจง จึงไม่ควรรอจนผ่านไปนานหลังทราบว่ามีการโอนทรัพย์
อย่างไรก็ตาม คำว่า “เพิกถอนนิติกรรม” อาจครอบคลุมหลายฐานกฎหมาย เช่น นิติกรรมอำพราง โมฆะ โมฆียะ หรือการเพิกถอนการฉ้อฉล ซึ่งหลักเรื่องอายุความไม่เหมือนกัน
ดังนั้น หากเพิ่งทราบว่าลูกหนี้โอนทรัพย์ ควรจดไว้ให้ชัดว่า
-
ทราบการโอนวันไหน
-
การโอนเกิดขึ้นวันไหน
-
หนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
-
มีการทวงถามหรือฟ้องคดีเมื่อใด
หากกังวลเรื่องอายุความ โทร 083-884-3287
ต้องใช้หลักฐานอะไรในการฟ้อง?
หลักฐานที่ควรเตรียม ได้แก่
เอกสารเกี่ยวกับหนี้
-
สัญญากู้
-
สัญญาซื้อขาย
-
หนังสือรับสภาพหนี้
-
เช็ค
-
ใบแจ้งหนี้
-
หลักฐานการโอนเงิน
-
หนังสือทวงถาม
-
คำพิพากษาเดิม หากมี
เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์
-
โฉนด
-
รายการจดทะเบียน
-
สัญญาซื้อขาย
-
สัญญาให้
-
สัญญาจำนอง
-
เอกสารทะเบียนรถ
-
เอกสารหุ้นหรือทรัพย์สินอื่น
หลักฐานเกี่ยวกับผู้รับโอน
-
ความสัมพันธ์กับลูกหนี้
-
หลักฐานการชำระเงิน
-
ข้อความสนทนา
-
อีเมล
-
หลักฐานการครอบครองทรัพย์หลังการโอน
การจัดลำดับเหตุการณ์จะช่วยให้วิเคราะห์คดีง่ายขึ้น เช่น
เกิดหนี้ → ทวงถาม → ฟ้องคดี → โอนทรัพย์ → เจ้าหนี้ทราบการโอน
หากลูกหนี้กำลังจะโอนทรัพย์ ควรทำอย่างไร?
หากทราบว่าลูกหนี้กำลังขายหรือโอนทรัพย์ ไม่ควรรอจนโอนเสร็จแล้วจึงเริ่มหาทางดำเนินการ
ควรรวบรวมข้อมูลทรัพย์ให้เร็วที่สุด เช่น เลขโฉนด ชื่อเจ้าของทรัพย์ ข้อมูลผู้รับโอน ภาพประกาศขาย ข้อความสนทนา และเอกสารเกี่ยวกับหนี้
จากนั้นควรให้ทนายตรวจว่า มีแนวทางใดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และจำเป็นต้องดำเนินการเร่งด่วนหรือไม่
ถูกฟ้องเพิกถอนนิติกรรม ต้องทำอย่างไร?
หากคุณเป็นผู้รับโอนทรัพย์แล้วถูกฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขาย การให้ หรือการจำนอง ควรตรวจคำฟ้องทันทีว่าโจทก์อ้างเหตุอะไร
ประเด็นต่อสู้อาจเกี่ยวกับ
-
ผู้ฟ้องเป็นเจ้าหนี้จริงหรือไม่
-
หนี้เกิดก่อนหรือหลังการโอน
-
เจ้าหนี้เสียเปรียบจริงหรือไม่
-
มีการซื้อขายจริงหรือไม่
-
มีการจ่ายเงินจริงหรือไม่
-
ผู้รับโอนสุจริตหรือไม่
-
คดีขาดอายุความหรือไม่
หากได้รับหมายศาลแล้ว ไม่ควรรอจนใกล้ครบกำหนดยื่นคำให้การ
ถูกฟ้องเพิกถอนนิติกรรม โทร 083-884-3287
ทนายคดีเพิกถอนนิติกรรมช่วยอะไรได้บ้าง?
ทนายสามารถช่วยตรวจและดำเนินการ เช่น
-
ตรวจฐานสิทธิของเจ้าหนี้
-
ตรวจสัญญาและเอกสารหนี้
-
ตรวจโฉนดและการจดทะเบียน
-
วิเคราะห์การโอนทรัพย์
-
ตรวจเรื่องอายุความ
-
รวบรวมพยานหลักฐาน
-
ร่างคำฟ้องหรือคำให้การ
-
ดำเนินคดีในศาล
-
วางแนวทางหลังมีคำพิพากษา
คำถามที่พบบ่อย
ลูกหนี้โอนทรัพย์ก่อนถูกฟ้อง เพิกถอนได้ไหม?
อาจได้ ไม่จำเป็นต้องโอนหลังถูกฟ้องเสมอไป ต้องดูว่าหนี้เกิดเมื่อใด และการโอนทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่
โอนที่ดินให้ภรรยาหรือลูก เพิกถอนได้ไหม?
อาจมีเหตุฟ้องได้ แต่ต้องตรวจว่าเป็นการให้หรือซื้อขาย มีการจ่ายเงินจริงหรือไม่ และมีพยานหลักฐานอะไรประกอบ
ผู้รับโอนอ้างว่าสุจริต จะเพิกถอนได้ไหม?
ต้องตรวจประเภทนิติกรรมและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีซื้อขายที่มีค่าตอบแทน เรื่องความสุจริตของผู้รับโอนเป็นประเด็นสำคัญ
ฟ้องเพิกถอนต้องรอชนะคดีหนี้ก่อนหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกกรณี ต้องตรวจว่าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เกิดขึ้นเมื่อใดและฐานสิทธิเป็นอย่างไร
เพิ่งรู้ว่าลูกหนี้โอนทรัพย์ ควรทำอย่างไร?
ควรรวบรวมเอกสารและตรวจเรื่องกำหนดเวลาทันที โดยเฉพาะวันที่ทราบการโอนและวันที่จดทะเบียนนิติกรรม
ปรึกษาทนายคดีเพิกถอนนิติกรรม
หากพบว่า
ลูกหนี้โอนทรัพย์หนีเจ้าหนี้
ลูกหนี้โอนที่ดินให้ญาติ
ขายบ้านหรือที่ดินผิดปกติ
จำนองทรัพย์ให้บุคคลใกล้ชิด
ต้องการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล
ถูกฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์
ควรนำเอกสารเกี่ยวกับหนี้และทรัพย์มาให้ตรวจ เพื่อประเมินว่ามีเหตุฟ้องหรือต่อสู้คดีอย่างไร
ปรึกษาทนาย โทร 083-884-3287
ข้อมูลในหน้านี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป การดำเนินคดีจริงต้องพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร และกฎหมายที่ใช้กับแต่ละกรณี
คดีเพิกถอนการฉ้อฉล
ในกรณีที่ลูกหนี้รู้ตัวว่าเป็นหนี้ จะถูกเจ้าหนี้ติดตามยึดทรัพย์สิน จึงได้โยกย้ายทรัพย์โดนการโอนให้บุคคลอื่น
เมื่อทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย ที่จะบังคับคดี เจ้าหนี้สามารถฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ทำขึ้นได้ เพื่อกลับมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิม เพื่อทำการยึดทรัพย์สินต่อไป
หลักเกณฑ์การพิจารณาการฉ้อฉล ดังนี้
1. ลูกหนี้ทำนิติกรรมโยกย้ายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
2. ทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
3. ลูกหนี้รู้อยู่แล้วว่าการทำนิติกรรมนั้นทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
4. ผู้ได้ลาภงอกได้รู้ถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เว้นแต่เป็นการให้โดยเสน่หา ลูกหนี้รู้ข้อความจริงนั้นแต่เพียงฝ่ายเดียวก็เพิกถอนได้
เอกสารประกอบการยื่นฟ้องคดี
1. เอกสารแสดงความเป็นเจ้าหนี้
2. หลักฐานการโอนทรัพย์ เช่น โฉนดที่ดิน
3. แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ทุกฝ่าย
4. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
ค่าขึ้นศาล : 200 บาท
ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกา ที่น่าสนใจ
ประเด็น : โอนทรัพยสินให้ลูก เป็นการให้โดยเสน่หา เพิกถอนได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2551
จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ของโจทก์ จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา ดังนั้น จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทราบหรือไม่ว่าการทำนิติกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ทำนองว่าเป็นนิติกรรมที่มีค่าตอบแทนนั้น ก็เป็นการนำสืบที่ขัดกับเอกสารซึ่งระบุชัดเจนว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่อาจรับฟังได้
ขณะที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินตามฟ้องให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก เมื่อจำเลยที่ 1 มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องแต่เพียงอย่างเดียวและเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาสองแสนบาทเศษ และยังไม่ชำระให้โจทก์แต่กลับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตร จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีทางบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้เป็นทางที่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินเพียงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเท่านั้น ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก และโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงเป็นการทำนิติกรรมการโอนทั้ง ๆ รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ
ประเด็น : ฟ้องเพิกถอนผู้รับจำนองไว้โดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน ด้วยไม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 10243/2556
จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 สมคบกันจดทะเบียนโอนขายและให้ที่ดินพิพาททั้งแปลงโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์บังคับคดีจากจำเลยที่ 1 ได้ การแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตา 155 วรรค หนึ่ง
แต่จะยกขึ้นต่อสู้บุคคลหายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าวได้ คงเพิกถอนได้แต่เฉพาะนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายและยกให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5686/2561
การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันจะต้องตกอยู่ในบังคับแห่งอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 กรณีต้องเป็นเรื่องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น อันเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง ส. ผู้ขาย กับจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อ เกิดจากเจตนาลวงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 กรณีจึงไม่ใช่เป็นการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายในอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 แม้ขณะที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ในคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 1061/2556 ศาลฎีกายังไม่ได้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่าง ส. กับจำเลยก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริต จึงไม่ได้รับการคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ
ประเด็น : ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมจำนอง เหตุผู้จำนองมิใช่เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง แม้ผู้รับจำนองจะรับจำนองไว้โดยสุจริต ก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5602/2558
โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก อ. และ อ. ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถึงแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และ อ. จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลให้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ อ. ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า การโอนทรัพย์ให้แก่กันย่อมกระทำได้ โดยการส่งมอบการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 เมื่อ อ. ขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดย อ. ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป อันถือเป็นการแสดงเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนต่อแต่นั้นมา โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามมาตรา 1367 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ อ. จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง อ. และจำเลยที่ 1 จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 1 ก็หาได้สิทธิในที่ดินพิพาทไม่ เนื่องจากเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาจาก อ. จึงไม่มีสิทธิดีกว่า อ. ผู้โอนเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ให้ออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้
อ. ไม่มีสิทธิโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองกับ บ. เพราะไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 การจำนองที่ดินพิพาทจึงไม่มีผลตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงว่า บ. รับจำนองไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อการจำนองไม่มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์จึงย่อมมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับ บ. รวมไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนการจำนองจาก บ. ด้วยได้
การที่ อ. โอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่ บ. หลังจากนั้น บ. ได้โอนการจำนองที่ดินพิพาทไปยังจำเลยที่ 2 ย่อมถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทอยู่ในตัว โดยจำเลยทั้งสองหาจำต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททราบเรื่องดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและนิติกรรมจำนองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นการกระทบสิทธิของโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมิได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจำนองที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท แต่เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง อ. กับจำเลยที่ 1 และการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับ บ. ไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและนิติกรรมจำนองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทเสียได้ ดังนั้น การที่โจทก์ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในส่วนออกทับที่ดินพิพาท จึงพอถือได้ว่าเป็นการขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและนิติกรรมจำนองในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั่นเอง เพื่อให้จำเลยทั้งสองสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปไม่ได้ มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ
แม้จำเลยที่ 1 จะเคยให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นขอสละประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2556 จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมอีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงย่อมหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกาในเรื่องดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
ประเด็น : ผู้รับรู้อยู่แล้วว่าทำให้เจ้าหนี้เสียหาย ร้องขอเพิกถอนการฉ้อฉล ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8466/2560
จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเป็นทางที่ทำให้เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องเสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลตามป.พ.พ. มาตรา 237 ผู้ร้องจึงร้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายพ. ศ. 2483 มาตรา 113ประกอบมาตรา 114 ส่วนผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองที่ดินพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 3 ก็เป็นญาติกับจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้กับโจทย์หลายราย จึงถือว่าผู้คัดค้านที่ 4 รับจำนองที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต ผู้ร้องขอให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 238 ประกอบพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ 2483 มาตรา 113
ประเด็น : คดีโกงเจ้าหนี้ ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมทางแพ่ง และละเมิดเรียกค่าเสียหายได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2563
เดิมโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับห้องชุดในอาคารชุดให้ ศ. เพื่อมิให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยกับ ศ. เป็นคดีอาญาในข้อหาโกงเจ้าหนี้ กับฟ้องคดีแพ่งขอเพิกถอนการฉ้อฉล คดีทั้งสองเรื่องถึงที่สุดแล้ว โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินข้างต้นขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมครบถ้วนแล้ว
โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดอันเกิดจากการที่จำเลยทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินให้แก่ ศ. ค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากจำเลยผู้ทำละเมิดได้ตามกฎหมายเป็นความเสียหาย ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 420 เท่านั้น โดยเฉพาะความเสียหายต่อสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง หมายถึง สิทธิที่กฎหมายรับรองคุ้มครองให้ผู้ถูกทำให้เกิดเสียหายและจำเลยจะต้องทำให้สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดที่โจทก์มีอยู่เสียหายไป การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ แสดงว่าโจทก์มีความประสงค์ต้องการให้จำเลยได้รับโทษทางอาญา ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอาญาและค่าจ้างว่าความของทนายความที่โจทก์จ่ายไป เกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย จึงเป็นความเสียหายจากการใช้สิทธิ ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดให้โจทก์เสียสิทธิหรือทำให้สิทธิของโจทก์ที่กฎหมายรับรองว่ามีอยู่เสียหายไป ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในเหตุละเมิดตามกฎหมายได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากการทำละเมิดโดยตรง
ส่วนการที่โจทก์จำต้องฟ้องคดีแพ่งเนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่อสู้คดีปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนจากการกระทำอันไม่สุจริตของจำเลย จึงเป็นความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายและค่าทนายความในการดำเนินคดีแพ่งแก่โจทก์ ตามตาราง 6 และตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ.
ส่วนการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับ ศ. นั้น การที่โจทก์ต้องทำเช่นนั้นจึงเป็นความเสียหายที่เป็นผลต่อเนื่องโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินแก่โจทก์เช่นกัน
ส่วนค่าเสียหายเป็นกำไรที่โจทก์ควรจะได้จากการนำเงินที่ได้จากการบังคับชำระหนี้ไปลงทุนนั้น เป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาอยู่นอกเหนือเจตนาของจำเลย ถือว่าเป็นค่าเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่เกี่ยวข้อง
มาตรา 237 เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้
บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน
ปรึกษาทนายคดีเพิกถอนนิติกรรม โทร 083-884-3287








