ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ต่างกันอย่างไร
ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ต่างกันอย่างไร? โทษและแนวทางต่อสู้คดี
ลักทรัพย์กับชิงทรัพย์แตกต่างกันอย่างไร? แม้เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เหมือนกัน แต่มีองค์ประกอบและอัตราโทษแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังทันที ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาความผิดฐานชิงทรัพย์
ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ควรทราบองค์ประกอบความผิด พยานหลักฐาน และแนวทางต่อสู้คดีตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล
1. ลักทรัพย์ คืออะไร? ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334
ลักทรัพย์ คือ การเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต
องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
-
มีการเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองของผู้อื่น
-
ทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่น หรือมีผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
-
ผู้กระทำมีเจตนาเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต
ตัวอย่างคดีลักทรัพย์
-
แอบหยิบโทรศัพท์มือถือของผู้อื่นไปขาย
-
ลักเงินสดจากกระเป๋าของผู้เสียหาย
-
แอบนำสินค้าของร้านค้าออกไปโดยไม่ชำระเงินและมีเจตนาทุจริต
-
นำทรัพย์สินของนายจ้างไปโดยทุจริต ทั้งนี้ต้องพิจารณาลักษณะการครอบครองทรัพย์ด้วย
โทษลักทรัพย์ตามมาตรา 334: จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท
หากเป็นการลักทรัพย์ในเวลากลางคืน มีอาวุธ หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเข้าข่ายลักทรัพย์โดยมีเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 335 ซึ่งมีโทษสูงกว่า
2. ชิงทรัพย์ คืออะไร? ตามมาตรา 339
ชิงทรัพย์ คือ การลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในทันใด เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่
-
เพื่อให้สะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์ไป
-
เพื่อให้ผู้เสียหายยื่นทรัพย์ให้
-
เพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้
-
เพื่อปกปิดการกระทำความผิด
-
เพื่อให้พ้นจากการจับกุม
ตัวอย่างคดีชิงทรัพย์
-
ใช้มีดขู่ให้ผู้เสียหายส่งโทรศัพท์มือถือ
-
ใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายเพื่อแย่งกระเป๋า
-
หลังลักทรัพย์แล้วใช้กำลังทำร้ายผู้ที่เข้าจับกุมเพื่อหลบหนี
การจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าการใช้กำลังหรือการขู่เข็ญเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ตามมาตรา 339 หรือไม่
โทษชิงทรัพย์ทั่วไป: จำคุกตั้งแต่ 5–10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000–200,000 บาท
หากการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้รับอันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตาย จะมีอัตราโทษสูงขึ้นตามมาตรา 339
3. ลักทรัพย์กับชิงทรัพย์ ต่างกันอย่างไร?
| ประเด็น | ลักทรัพย์ | ชิงทรัพย์ |
|---|---|---|
| กฎหมาย | มาตรา 334 | มาตรา 339 |
| การเอาทรัพย์โดยทุจริต | มี | มี |
| การใช้กำลังหรือขู่ใช้กำลังทันที | ไม่ใช่องค์ประกอบทั่วไป | เป็นองค์ประกอบสำคัญ |
| วัตถุประสงค์ของการใช้กำลัง | ไม่เกี่ยวข้อง | ต้องเป็นไปตามมาตรา 339 |
| โทษจำคุกทั่วไป | ไม่เกิน 3 ปี | 5–10 ปี |
| การยอมความ | ยอมความไม่ได้ | ยอมความไม่ได้ |
ข้อแตกต่างสำคัญ: ความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีการลักทรัพย์และมีการทะเลาะวิวาทเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างการใช้กำลังกับการเอาทรัพย์หรือวัตถุประสงค์อื่นที่กฎหมายกำหนด
4. กระชากกระเป๋าเป็นวิ่งราวทรัพย์หรือชิงทรัพย์?
กรณีกระชากกระเป๋าต้องพิจารณาวิธีการกระทำและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น
หากเป็นเพียงการฉกฉวยทรัพย์ไปซึ่งหน้า อาจเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามมาตรา 336
แต่หากผู้กระทำใช้กำลังประทุษร้ายต่อผู้เสียหายเพื่อให้ได้ทรัพย์ไป อาจเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339
ตัวอย่างเช่น ผู้กระทำเข้ามาฉวยโทรศัพท์จากมือผู้เสียหายแล้ววิ่งหนี กับกรณีที่ผู้กระทำชกผู้เสียหายเพื่อแย่งโทรศัพท์ อาจมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยละเอียด ไม่ใช่ใช้เพียงลักษณะการบาดเจ็บเป็นเกณฑ์ตัดสิน
5. ถูกกล่าวหาว่าลักทรัพย์ มีแนวทางต่อสู้คดีอย่างไร?
ประเด็นสำคัญที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
ประเด็นที่หนึ่ง: มีการเอาทรัพย์ไปจริงหรือไม่
ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานที่พิสูจน์ว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เอาทรัพย์ไป เช่น กล้องวงจรปิด พยานบุคคล และหลักฐานการครอบครองทรัพย์
ประเด็นที่สอง: มีเจตนาทุจริตหรือไม่
หากมีข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ หรือไม่มีเจตนาเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต อาจเป็นประเด็นสำคัญในการต่อสู้คดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
ประเด็นที่สาม: เป็นลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์
หากทรัพย์อยู่ในความครอบครองของผู้ถูกกล่าวหาโดยชอบอยู่ก่อนแล้ว อาจต้องพิจารณาว่าเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 แทนหรือไม่
ประเด็นที่สี่: พยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่
โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ความผิดของจำเลยจนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร หากมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
6. ถูกกล่าวหาว่าชิงทรัพย์ มีแนวทางต่อสู้คดีอย่างไร?
คดีชิงทรัพย์มีอัตราโทษสูง จึงควรตรวจสอบองค์ประกอบความผิดทุกส่วนโดยละเอียด
1. มีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญทันทีจริงหรือไม่
ต้องตรวจสอบการกระทำที่ถูกกล่าวหา รวมถึงคำให้การผู้เสียหาย ภาพกล้องวงจรปิด และพยานหลักฐานอื่น
2. การใช้กำลังมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการลักทรัพย์หรือไม่
หากการใช้กำลังเกิดขึ้นจากเหตุอื่นโดยไม่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ตามมาตรา 339 อาจเป็นประเด็นโต้แย้งข้อหาชิงทรัพย์ได้
3. มีการเอาทรัพย์ไปโดยทุจริตหรือไม่
ต้องพิสูจน์การกระทำเกี่ยวกับทรัพย์และเจตนาทุจริตด้วย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะการทำร้ายร่างกาย
4. ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่
ตรวจสอบการระบุตัวผู้กระทำ ความน่าเชื่อถือของพยานบุคคล ภาพจากกล้องวงจรปิด และพยานหลักฐานที่แสดงว่าผู้ต้องหาอยู่หรือไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ
5. มีเหตุเพิ่มโทษตามกฎหมายหรือไม่
ต้องตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเข้าเหตุฉกรรจ์หรือเหตุที่ทำให้อัตราโทษสูงขึ้นจริงหรือไม่ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลบาดเจ็บที่เกิดขึ้น
7. ลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ ถอนแจ้งความได้หรือไม่?
ความผิดฐานลักทรัพย์และชิงทรัพย์เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้
แม้ผู้เสียหายจะได้รับทรัพย์คืน ยอมให้อภัย หรือได้รับเงินชดใช้ ก็ไม่ได้ทำให้คดีอาญาระงับไปโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม การคืนทรัพย์ การเยียวยาความเสียหาย และพฤติการณ์ภายหลังการกระทำความผิด อาจมีความสำคัญต่อการพิจารณาเหตุบรรเทาโทษตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
8. เมื่อได้รับหมายเรียกตำรวจหรือถูกจับในคดีลักทรัพย์และชิงทรัพย์
ผู้ถูกกล่าวหาควรตรวจสอบข้อหาและข้อเท็จจริงที่พนักงานสอบสวนกล่าวหา และควรใช้สิทธิปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจให้การในประเด็นสำคัญ
เอกสารที่ควรเตรียม เช่น
-
หมายเรียกหรือเอกสารแจ้งข้อกล่าวหา
-
ภาพกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้อง
-
ข้อมูลพยานบุคคล
-
เอกสารแสดงสิทธิหรือการครอบครองทรัพย์
-
หลักฐานการติดต่อและข้อความสนทนา
-
หลักฐานอื่นที่สนับสนุนข้อเท็จจริงของคดี
หากถูกจับกุมหรือมีการยื่นคำร้องฝากขัง ต้องพิจารณาเรื่องสิทธิผู้ต้องหาและการขอปล่อยชั่วคราวตามกฎหมายโดยเร็ว
9. ทนายความคดีลักทรัพย์และชิงทรัพย์
สำนักงานทนายความณรงค์ศักดิ์ ให้บริการด้านคดีอาญา รวมถึงคดีลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อื่น
บริการครอบคลุมการให้คำปรึกษา วิเคราะห์ข้อกล่าวหา ตรวจสอบพยานหลักฐาน เตรียมแนวทางต่อสู้คดี และว่าความในชั้นศาลตามขอบเขตการว่าจ้าง
ติดต่อทนายความคดีอาญา
มือถือ: 083-884-3287
สำนักงาน: 02-416-4163
LINE: narongsaklaw30
สำนักงานตั้งอยู่บริเวณพระราม 2 ซอย 44 กรุงเทพมหานคร
การดำเนินคดีแต่ละเรื่องต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเฉพาะคดี ไม่สามารถรับรองผลคดีล่วงหน้าได้








