-
-
บริการด้านทนายความ
-
บริการด้านเอกสาร
-
คดีลักทรัพย์
-
ทนายคดีปกครอง
-
อนุญาโตตุลาการ
-
หนี้บัตรเครคิต จะต้องจ่ายหรือไม่
-
notary public thailand
-
ฟ้องหย่า
-
บริการรับรองเอกสารโดยโนตารี่ พับลิค Notary Public
-
ทนายทรัพย์สินทางปัญญา
-
ทนายรับรองเอกสาร ทนายรับรองลายมือชื่อ
-
notary รับรองลายมือชื่อ
-
รูปแบบการรับรองโนตารี
-
โนตารีพับลิค
-
notary public near skytrain
-
ปรึกษาทนายคดีผิดสัญญาชื้อขาย
-
การรับรองเอกสาร notary ในกรุงเทพและสมุทรปราการ
-
ปรึกษาทนายคดีหมิ่นประมาท โทร 0838843287
-
รับรองเอกสารโนตารี เพื่อประกอบกิจการในต่างประเทศ
-
ทนายคดีอนาจาร คดีพรากเด็ก ผู้เยาว์
-
Notary Lawyer
-
notary public near me
-
บริการ notary รับรองเอกสาร รับรองลายมือชื่อ
-
ทนายคดีบัตรเครดิต
-
ตัวอย่างข้อความรับรองอำนาจกรรมการบริษัท โนตารีพับลิค
-
notary public fee 500 bath
-
ทนายคดีที่่ดินโทร 0838843287
-
ทนายปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศ
-
ปรึกษาทนายการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว
-
ทนายรับรองลายมือชื่อ notarial services attorney คืออะไร
-
ทนาย notary แสมดำ-สมุทรสาคร
-
ปรึกษาทนายคดีเช่าชื้อ เช่าทรัพย์
-
ทนายเรื่องการเก็บของในคลังสินค้า
-
ทนายคืออะไร
-
ทนายคดีมรดก
-
ทนายความ
-
-
สมัครรับข่าวสาร
ได้รับหมายเรียกตำรวจ ต้องทำอย่างไร?
ขั้นตอนการเข้าพบพนักงานสอบสวน วิธีให้ปากคำ และสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อได้รับหมายเรียกตำรวจ
การเข้าพบพนักงานสอบสวนเป็นขั้นตอนสำคัญของคดีอาญา เพราะคำให้การและหลักฐานที่นำเสนอในชั้นสอบสวนอาจมีผลต่อการสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ และอาจถูกนำไปใช้อ้างอิงในชั้นศาลได้ ดังนั้น ผู้ที่ได้รับหมายเรียกควรเตรียมตัวอย่างรอบคอบ และไม่ควรตัดสินใจให้ข้อมูลสำคัญโดยไม่ได้พิจารณาผลทางกฎหมาย
หลังได้รับหมายเรียก ควรเตรียมตัวอย่างไร?
ก่อนถึงวันนัด ควรดำเนินการดังนี้
1. อ่านข้อกล่าวหาให้เข้าใจ
ตรวจสอบว่า
- ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานใด
- เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด
- มีผู้กล่าวหาหรือผู้เสียหายเป็นใคร
- มีพยานหลักฐานใดที่ระบุไว้หรือไม่
หากไม่เข้าใจรายละเอียด สามารถสอบถามพนักงานสอบสวนหรือปรึกษาทนายความเพื่ออธิบายข้อกฎหมายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
2. รวบรวมพยานหลักฐาน
อย่ารอจนถึงวันนัด
ควรรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เช่น
- สัญญา
- ใบเสร็จ
- หลักฐานการโอนเงิน
- ภาพจากกล้องวงจรปิด
- ภาพถ่าย
- คลิปวิดีโอ
- ข้อความใน LINE
- Facebook Messenger
- SMS
- อีเมล
- ข้อมูลตำแหน่ง (Location)
- รายชื่อพยานบุคคล
หลักฐานบางอย่างอาจถูกลบหรือสูญหายได้หากปล่อยเวลาผ่านไป
3. เรียงลำดับเหตุการณ์
ควรจดบันทึกว่า
- เหตุการณ์เกิดวันไหน
- เวลาใด
- อยู่กับใคร
- มีใครเห็นเหตุการณ์
- ทำอะไรบ้าง
การเรียงลำดับเหตุการณ์จะช่วยให้ให้การได้ถูกต้อง ลดความสับสน และป้องกันการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
หากไม่ไปตามหมายเรียกตำรวจจะเกิดอะไรขึ้น? การออกหมายจับ การประกันตัว และบทบาทของทนายความ
หลายคนที่ได้รับหมายเรียกจากตำรวจมักเกิดความกังวลจนเลือกไม่ไปพบพนักงานสอบสวน เพราะเชื่อว่าหากไม่ไป คดีอาจเงียบหายหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ แต่ในความเป็นจริง การเพิกเฉยต่อหมายเรียกอาจทำให้สถานการณ์ทางกฎหมายซับซ้อนขึ้น และในบางกรณีอาจนำไปสู่การขอออกหมายจับได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
บทความตอนนี้จะอธิบายผลทางกฎหมายของการไม่ไปตามหมายเรียก ขั้นตอนหลังการสอบสวน การส่งสำนวนให้อัยการ การประกันตัว และบทบาทของทนายความในแต่ละช่วงของคดี
หากไม่ไปตามหมายเรียกตำรวจ จะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกตามกฎหมาย ผู้ได้รับหมายควรเข้าพบตามวันและเวลาที่กำหนด
หากมีเหตุจำเป็น เช่น
- ป่วย
- ประสบอุบัติเหตุ
- อยู่ต่างจังหวัด
- อยู่ต่างประเทศ
- มีเหตุสุดวิสัย
ควรรีบแจ้งพนักงานสอบสวน พร้อมหลักฐานประกอบ และขอเลื่อนวันนัด
การติดต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้ามักเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการไม่ไปโดยไม่แจ้งเหตุ
ไม่ไปพบตำรวจ จะถูกจับทันทีหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกกรณี
การไม่ไปตามหมายเรียก ไม่ได้หมายความว่าจะถูกจับโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย และพนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุจำเป็น ก็อาจดำเนินการขอศาลออกหมายจับได้
ศาลจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละคดี ไม่ใช่ออกหมายจับทุกกรณีที่ผู้ถูกเรียกไม่มาพบ
กรณีใดที่อาจมีการขอออกหมายจับ?
ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น
- ได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาพบโดยไม่มีเหตุอันสมควร
- มีพฤติการณ์หลบหนี
- มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
- อาจก่อเหตุอันตรายประการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และอยู่ภายใต้การพิจารณาของศาล
หลังให้ปากคำแล้ว จะเกิดอะไรต่อ?
เมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว
พนักงานสอบสวนจะรวบรวม
- คำให้การ
- พยานบุคคล
- พยานเอกสาร
- พยานวัตถุ
- ความเห็นของพนักงานสอบสวน
จากนั้นจะสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการ
อัยการมีหน้าที่อะไร?
เมื่อได้รับสำนวน
พนักงานอัยการจะพิจารณา เช่น
- พยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่
- ข้อกล่าวหาครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่
- ควรสั่งฟ้องหรือไม่
อัยการอาจ
- สั่งฟ้อง
- สั่งไม่ฟ้อง
- หรือให้สอบสวนเพิ่มเติม
ดังนั้น การให้ปากคำและการนำเสนอหลักฐานในชั้นสอบสวนจึงมีความสำคัญอย่างมาก
หากถูกฟ้องแล้ว ต้องทำอย่างไร?
หากอัยการมีคำสั่งฟ้อง
ศาลจะออกหมายเรียกหรือหมายจับ แล้วแต่กรณี
เมื่อได้รับหมายศาล
ควร
- ไปศาลตามกำหนด
- เตรียมเอกสาร
- เตรียมพยาน
- ปรึกษาทนายความ
อย่าปล่อยให้ขาดนัด เพราะอาจมีผลต่อสิทธิในการต่อสู้คดี
การประกันตัวคืออะไร?
การประกันตัว คือ
การขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการดำเนินคดี
ไม่ได้หมายความว่า
ศาลตัดสินว่าผู้ต้องหาไม่มีความผิด
และไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุดลง
ศาลพิจารณาอะไรในการให้ประกันตัว?
ศาลอาจพิจารณาปัจจัย เช่น
- ความหนักเบาของข้อหา
- อัตราโทษ
- พฤติการณ์แห่งคดี
- ความเสี่ยงในการหลบหนี
- ความเสี่ยงในการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
- ความน่าเชื่อถือของหลักประกัน (หากมี)
การอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
ทนายความช่วยอะไรได้บ้าง?
หลายคนคิดว่า
ทนายมีหน้าที่เพียงว่าความในศาล
แต่ในความเป็นจริง
ทนายสามารถช่วยได้ตั้งแต่เริ่มได้รับหมายเรียก
1. วิเคราะห์ข้อกล่าวหา
ทนายจะพิจารณา
- องค์ประกอบความผิด
- พยานหลักฐาน
- จุดอ่อนของคดี
- แนวทางต่อสู้
2. เตรียมคำให้การ
คำให้การในชั้นสอบสวนมีความสำคัญ
ทนายจะช่วยจัดลำดับข้อเท็จจริง
และหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายโดยไม่จำเป็น
3. ตรวจสอบเอกสาร
เช่น
- บันทึกคำให้การ
- เอกสารที่พนักงานสอบสวนจัดทำ
- หนังสือรับทราบข้อกล่าวหา
เพื่อให้ตรงกับข้อเท็จจริง
4. ช่วยรวบรวมพยานหลักฐาน
หลายคดี
ผู้ถูกกล่าวหาไม่ทราบว่า
หลักฐานใดมีน้ำหนักมากที่สุด
ทนายสามารถแนะนำได้ว่า
ควรใช้
- เอกสาร
- ภาพถ่าย
- วิดีโอ
- ผู้เชี่ยวชาญ
- พยานบุคคล
อย่างไรให้เหมาะสมกับรูปคดี
5. ดำเนินคดีในชั้นศาล
หากอัยการสั่งฟ้อง
ทนายจะ
- ยื่นคำให้การ
- ยื่นบัญชีพยาน
- ซักค้านพยาน
- แถลงข้อกฎหมาย
- ต่อสู้คดีจนเสร็จสิ้น
ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อย
ตัวอย่างที่ 1
ได้รับหมายเรียกคดีลักทรัพย์
แต่ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุ
ผู้ถูกกล่าวหานำ
- หลักฐาน GPS
- กล้องวงจรปิด
- พยานบุคคล
มาชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน
ทำให้ข้อเท็จจริงมีความชัดเจนมากขึ้น
ตัวอย่างที่ 2
ได้รับหมายเรียกฐานฉ้อโกง
แต่เป็นข้อพิพาททางแพ่ง
ทนายช่วยรวบรวม
- สัญญา
- หลักฐานการชำระเงิน
- ข้อความการสนทนา
เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
การพิจารณาคดีอาญา รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับการสอบสวนและการรับฟังพยานหลักฐาน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ไม่มีคำพิพากษาฎีกาใดที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์
อย่างไรก็ดี ในการเขียนบทความเชิงกฎหมาย ควรอ้างอิง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตรงกับประเด็นและตรวจสอบเลขคำพิพากษาให้ถูกต้อง ก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะหากจะยกตัวอย่างหลักกฎหมายเกี่ยวกับ
- การรับฟังคำรับสารภาพ
- น้ำหนักของพยานหลักฐาน
- สิทธิของผู้ต้องหา
- ความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการสอบสวน
หมายเหตุ: ผมไม่แนะนำให้ระบุเลขคำพิพากษาศาลฎีกาจากความจำ เพราะมีความเสี่ยงที่จะคลาดเคลื่อน หากต้องการใส่ เลขคำพิพากษาศาลฎีกาจริง 10–15 คดี สำหรับบทความนี้ ควรค้นและตรวจสอบจากฐานข้อมูลคำพิพากษาที่เป็นปัจจุบันก่อน เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและน่าเชื่อถือ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ผู้ได้รับหมายเรียกจำนวนไม่น้อยมักทำผิดพลาด เช่น
- ไม่ไปพบพนักงานสอบสวน
- เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์และหลีกเลี่ยงการติดต่อ
- ลบหลักฐานในโทรศัพท์
- พูดคุยรายละเอียดคดีผ่านโซเชียลมีเดีย
- ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่านเอกสาร
- รับสารภาพเพราะเข้าใจว่าจะทำให้คดีจบเร็ว
การตัดสินใจเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อการดำเนินคดีในภายหลัง
สรุป
การได้รับหมายเรียกจากตำรวจ ไม่ใช่คำพิพากษาว่ามีความผิด แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม สิ่งสำคัญคือการเข้าพบตามหมาย ใช้สิทธิของตนอย่างเหมาะสม เตรียมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้พร้อม และขอคำปรึกษาจากทนายความเมื่อจำเป็น
การวางแผนที่ดีตั้งแต่ชั้นสอบสวนอาจมีผลต่อทิศทางของคดี ทั้งในชั้นอัยการและชั้นศาล
ปรึกษาทนายคดีอาญา
หากคุณได้รับหมายเรียกจากตำรวจ ถูกแจ้งข้อกล่าวหา หรือกำลังเผชิญคดีอาญา การปรึกษาทนายความตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้เข้าใจสิทธิของตนเอง ประเมินข้อกล่าวหา และวางแนวทางการดำเนินคดีได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการดำเนินการที่อาจกระทบต่อสิทธิในภายหลัง
(ตอนที่ 3 จบ – ประมาณ 1,000 คำ)
ข้อเสนอแนะด้าน SEO: สำหรับเวอร์ชันเผยแพร่จริง หากต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสติด AI Overview ควรใส่อ้างอิงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตราเกี่ยวกับหมายเรียกและสิทธิของผู้ต้องหา) และตรวจสอบเลขคำพิพากษาศาลฎีกาจริงก่อนอ้างอิง แทนการใส่เลขที่อาจไม่ถูกต้อง.
ตอนที่ 4 : คำถามที่พบบ่อย เมื่อได้รับหมายเรียกตำรวจ
คำถามที่พบบ่อย
1. ได้รับหมายเรียกตำรวจ ต้องไปหรือไม่?
โดยทั่วไป หากได้รับหมายเรียกที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ควรไปพบพนักงานสอบสวนตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถไปได้ ควรรีบติดต่อพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งเหตุและขอเลื่อนนัด พร้อมหลักฐานประกอบตามความเหมาะสม
2. ได้รับหมายเรียก แปลว่ามีความผิดแล้วหรือไม่?
ไม่ใช่
การได้รับหมายเรียกไม่ได้หมายความว่าศาลหรือพนักงานสอบสวนตัดสินว่าคุณมีความผิด แต่เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
3. หมายเรียกกับหมายจับต่างกันอย่างไร?
หมายเรียกเป็นการเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวน ส่วนหมายจับเป็นคำสั่งให้จับกุมตัวบุคคลตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด การได้รับหมายเรียกจึงไม่ใช่การถูกจับกุม
4. หากไม่ไปตามหมายเรียก จะถูกจับทันทีหรือไม่?
ไม่เสมอไป
อย่างไรก็ตาม หากผู้ถูกเรียกไม่มาพบโดยไม่มีเหตุอันสมควร และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดีและดุลพินิจของศาล
5. ควรมีทนายไปด้วยหรือไม่?
ควร
โดยเฉพาะหากถูกกล่าวหาในคดีอาญา เพราะทนายสามารถอธิบายสิทธิ ช่วยตรวจสอบบันทึกคำให้การ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามกฎหมาย
6. ต้องให้ปากคำทุกคำถามหรือไม่?
ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะไม่ให้การในส่วนที่อาจเป็นโทษแก่ตนเอง การตัดสินใจใช้สิทธิดังกล่าวควรพิจารณาร่วมกับทนายความตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
7. อ่านบันทึกคำให้การก่อนลงชื่อได้หรือไม่?
ได้
ควรอ่านทุกบรรทัด หากพบว่ามีข้อความไม่ตรงกับที่ให้การ สามารถขอแก้ไขก่อนลงลายมือชื่อได้
8. หากตำรวจโทรมา แต่ยังไม่ได้รับหมายเรียก ต้องไปหรือไม่?
ควรสอบถามรายละเอียดก่อน เช่น
- สถานีตำรวจ
- ชื่อพนักงานสอบสวน
- เลขคดี (หากมี)
- สาเหตุที่เรียกพบ
หากเป็นการเชิญให้เข้าพบ ควรสอบถามว่าจะมีการออกหมายเรียกหรือไม่ และหากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาทนายก่อนเข้าพบ
9. สามารถเลื่อนวันนัดได้หรือไม่?
หากมีเหตุจำเป็น เช่น ป่วย อยู่ต่างประเทศ หรือมีเหตุสุดวิสัย ควรรีบแจ้งพนักงานสอบสวน พร้อมหลักฐานประกอบ การอนุญาตให้เลื่อนขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
10. หลังให้ปากคำแล้ว คดีจบเลยหรือไม่?
ไม่เสมอไป
หลังสอบสวน พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาว่าจะสั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง หรือให้สอบสวนเพิ่มเติม
11. หากมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิด ยังต้องไปตามหมายเรียกหรือไม่?
ควรไป
การเข้าพบพนักงานสอบสวนเป็นโอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริงและนำเสนอพยานหลักฐานที่อาจเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
12. ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
โดยทั่วไป เช่น
- บัตรประชาชน
- หมายเรียก
- เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดี
- หลักฐานการสนทนา
- ภาพถ่าย
- คลิปวิดีโอ
- หลักฐานการโอนเงิน
- รายชื่อพยาน (หากมี)
13. จะถูกควบคุมตัวหลังให้ปากคำหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี หากไม่มีเหตุในการควบคุมตัว ผู้ต้องหาอาจไม่ได้ถูกควบคุมตัวหลังการสอบสวน แต่ในบางกรณีอาจมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป จึงควรปรึกษาทนายเพื่อประเมินสถานการณ์
14. หากอยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศควรทำอย่างไร?
ควรรีบติดต่อพนักงานสอบสวน แจ้งเหตุที่ไม่สามารถเข้าพบตามนัด และสอบถามแนวทางการดำเนินการหรือการเลื่อนนัด พร้อมเตรียมหลักฐานประกอบตามความเหมาะสม
15. ควรติดต่อทนายเมื่อใด?
ควรติดต่อทันทีหลังได้รับหมายเรียก เพื่อให้มีเวลาศึกษาสำนวนในส่วนที่เข้าถึงได้ วิเคราะห์ข้อกล่าวหา เตรียมหลักฐาน และวางแนวทางการให้ปากคำอย่างเหมาะสม
Checklist ก่อนเข้าพบตำรวจ
✅ อ่านหมายเรียกให้ละเอียด
✅ ตรวจสอบวัน เวลา และสถานที่นัด
✅ เตรียมบัตรประชาชน
✅ เตรียมเอกสารและพยานหลักฐาน
✅ เรียงลำดับเหตุการณ์
✅ ปรึกษาทนายความ
✅ ไปถึงก่อนเวลานัด
✅ อ่านบันทึกคำให้การทุกครั้งก่อนลงชื่อ
สรุป
การได้รับหมายเรียกจากตำรวจไม่ใช่เรื่องที่ควรเพิกเฉย แต่ก็ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผู้ได้รับหมายมีความผิด การเตรียมตัวอย่างเหมาะสม การใช้สิทธิตามกฎหมาย และการปรึกษาทนายความตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างรอบคอบและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง








