ทนายคดีฉ้อโกง

 

คดีฉ้อโกง คืออะไร

ฉ้อโกง  คือ การหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยผู้กระทำมีเจตนาทุจริต  แสดงว่าฉ้อโกงว่าต้องมีการหลอกลวง เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพสินของผู้อื่น  และจะต้องหลอกลวงตั้งแต่เริ่มต้น  การหลอกลวง  ต้องหลอกข้อเท็จจริงในปัจจุบัน  เช่น หลอกไปลงทุนแล้วไม่มีบริษัทอยู่จริง  

ดังนั้น  การกู้ยืมเงินแล้วไม่ชำระหนี้ไม่ใช่ฉ้อโกง  ร่วมลงทุนแล้วขาดทุนหมดไม่ใช่ฉ้อโกง

 

 โดนโกงเงิน ทำยังไง? (สำคัญมาก)

 

นี่คือขั้นตอนที่ถูกต้อง:

 

1. เก็บหลักฐานทันที

 

  • สลิปโอนเงิน
  • แชท LINE / Facebook
  • สัญญา / เอกสาร

 

2. แจ้งความ

 

ไปสถานีตำรวจใกล้บ้าน พร้อมหลักฐานทั้งหมด

 

3. ปรึกษาทนาย

 

เพื่อวิเคราะห์ว่า:

 

  • เป็นคดีอาญาหรือแพ่ง
  • มีโอกาสได้เงินคืนหรือไม่

 

 โทร 083-884-3287 เพื่อวิเคราะห์คดีทันที

 


 

 ถูกฟ้องคดีฉ้อโกง ต้องทำยังไง?

 

หากคุณเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา”:

 

❗ อย่าทำสิ่งนี้:

 

  • ❌ รับสารภาพทันที
  • ❌ ให้การโดยไม่มีทนาย
  • ❌ คิดเองว่าผิดหรือไม่ผิด

 

✅ สิ่งที่ควรทำ:

 

  • ✔ ปรึกษาทนายก่อนทุกคำให้การ
  • ✔ ตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • ✔ วางแนวทางสู้คดี

 

 โทรด่วน 083-884-3287

 

 ตัวอย่างคดีฉ้อโกง และแนวทางสู้คดีจริง

 

เคสที่ 1: ถูกฟ้องฉ้อโกงจากการกู้ยืมเงิน

 

ปัญหา:
ลูกค้าถูกกล่าวหาว่าหลอกยืมเงินแล้วไม่คืน ถูกแจ้งความข้อหาฉ้อโกง

 

แนวทางสู้คดี:
พิสูจน์ว่าเป็น “สัญญากู้ยืม” ไม่ใช่การหลอกลวง มีหลักฐานการโอนเงินจริง และไม่มีเจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น

 

ผลลัพธ์:
ศาลพิจารณาว่าเป็นข้อพิพาททางแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา ลูกค้าไม่ต้องรับโทษฐานฉ้อโกง

 


 

เคสที่ 2: ซื้อขายออนไลน์ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกง

 

ปัญหา:
ลูกค้าขายสินค้าออนไลน์ ส่งของล่าช้า ผู้ซื้อแจ้งความฉ้อโกง

 

แนวทางสู้คดี:
แสดงหลักฐานการจัดส่งสินค้า มีการติดต่อสื่อสารจริง และพิสูจน์ว่าไม่ได้มีเจตนาหลอกลวง

 

ผลลัพธ์:
คดีไม่เข้าข่ายฉ้อโกง เป็นเพียงการผิดสัญญา คดีจึงยุติ

 


 

เคสที่ 3: เช็คเด้ง ถูกฟ้องคดีฉ้อโกง

 

ปัญหา:
ลูกค้าออกเช็คแต่เงินไม่พอ ถูกฟ้องทั้งคดีแพ่งและอาญา

 

แนวทางสู้คดี:
พิสูจน์ว่าเป็นเช็คค้ำประกัน ไม่ใช่เช็คเพื่อชำระหนี้ และไม่มีเจตนาหลอกลวง

 

ผลลัพธ์:
ลดความรับผิดทางอาญา เหลือเป็นข้อพิพาททางแพ่ง

 


 

เคสที่ 4: ถูกหลอกลงทุน สูญเงินจำนวนมาก

 

ปัญหา:
ลูกค้าถูกชักชวนลงทุน แต่ภายหลังพบว่าเป็นการหลอกลวง

 

แนวทางดำเนินคดี:
รวบรวมหลักฐานการโอนเงิน ข้อความสนทนา และสัญญา จากนั้นดำเนินคดีอาญาฐานฉ้อโกง

 

ผลลัพธ์:
ศาลรับฟ้องคดี และมีโอกาสเรียกเงินคืน

 

 

 

ความผิดฐานฉ้อโกงได้แก่

1  ความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไป  ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 341  

2  ฉ้อโกงประชาชน  คือ หลอกลวงคนทั่วไป  ไม่เจาะจง  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

3  ฉ้อโกงแรงงาน  คือ หลอกลวงคนตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เขาทำงานให้

4  ฉ้อโกงค่าอาหารหรือเข้าพักโรงแรม  โดยรู้ว่าไม่มีเงินจ่าย

5 ฉ้อโกงประกันภัย

6 โกงเจ้าหนี้  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 349  และ มาตรา  350

7 ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น มาตรา 342

8 ความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน  เช่น  พวกแชร์ลูกโซ่

 แชร์  FOREX( หลอกลงทุน ไม่ได้ลงทุนจริง )  แต่ถ้าเป็นการลงทุนใน FOREX  ไม่มีความผิดแต่อย่างไร

*****  ความผิดฐานฉ้อโกง  เป็นความผิดอันยอมความกันได้  เว้นแต่ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน  และ พระราชกำหนด  การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ดังนั้นความผิดที่ยอมความกันได้  ย่อมเจรจา  ไกล่เกลี่ย  กันได้ทุกชั้นศาล 

ตัวบทกฎหมายอันเกี่ยวกับความผิดคดีฉ้อโกง

 

มาตรา 341  ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
               

 

               มาตรา 342 ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำ
               (๑) แสดงตนเป็นคนอื่น หรือ
               (๒) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง
               ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              

 

               มาตรา 343  ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๔๑ ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
               ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา ๓๔๒ อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
              

 

               มาตรา 344 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้ประกอบการงานอย่างใด ๆ ให้แก่ตนหรือให้แก่บุคคลที่สาม โดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้น หรือโดยจะใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้นต่ำกว่าที่ตกลงกัน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              

 

               มาตรา 345  ผู้ใดสั่งซื้อและบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเข้าอยู่ในโรงแรม โดยรู้ว่าตนไม่สามารถชำระเงินค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม หรือค่าอยู่ในโรงแรมนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
               

 

               มาตรา 346  ผู้ใดเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม ชักจูงผู้หนึ่งผู้ใดให้จำหน่ายโดยเสียเปรียบซึ่งทรัพย์สิน โดยอาศัยเหตุที่ผู้ถูกชักจูงมีจิตอ่อนแอ หรือเป็นเด็กเบาปัญญา และไม่สามารถเข้าใจตามควรซึ่งสาระสำคัญแห่งการกระทำของตน จนผู้ถูกชักจูงจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
             

 

               มาตรา 347  ผู้ใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศภัย แกล้งทำให้เกิดเสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุที่เอาประกันภัย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              

 

               มาตรา 348ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา ๓๔๓ เป็นความผิดอันยอมความได้

              คำพิพากษาคดีฉ้อโกง

การหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือยืนยันข้อเท็จจริงอันบิดเบือนไป การกล่าว จากที่เป็นอยู่ในขณะที่แสดง ซึ่งจะต้องเป็น ข้อเท็จจริงในอดีตหรือในปัจจุบัน ดังนั้น ข้อเท็จจริงอันเป็นการคาดคะเนหรือทำนายเหตุการณ์ ในอนาคตจึงไม่อาจเป็นข้อความเท็จได้

ฎีกา ปี 2532 จำเลยตกลงจะขายข้าวโพดให้ผู ้เสียหายโดยผู้เสียหายจ่ายเงินค่า ข้าวโพดให้จำเลยล่วงหน้าบางส่วน ครันผู้เสียหายไปขอรับมอบปรากฏว่าข้าวโพดได้หายไปจาก เดิมเกือบครึ่งหนึ่ง จ าเลยบอกว่าไม่ขายข้าวโพดให้ผู้เสียหายและไม่ยอมให้นาข้าวโพดไป ผู้เสียหายทวงเงินคืนจ าเลยบอกว่าไม่มีเงินคืนให้ เช่นนี้เป็นเรื่องที่จำเลยจะขายข้าวโพดให้ผู้เสียหายแล้วเปลี่ยนใจไม่ยอมขายขาวโพดทมอยจรงในขณะเจรจาซอขายตกลงกัน จึง เป็นกรณีที่จำเลยประพฤติผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ฎีกาที่ 124/2535 จำเลยตกลงขายไม้ยางท่อนซุงและรับเงินค่าไม้จากผู ้สียหายโดย เจตนาขายไม้ยางท่อนซุงที่ได้ตกลงซื้อไว้ แต่จำเลยไม่สามารถจัดส่งได้เพราะทางราชการไม่ อนุญาตให้ทำไม้ดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่ฉ้อโกง

                                 

                                 ผิดสัญญากับฉ้อโกงต่างกันตรงไหน

    1  ฉ้อโกงต้องเจตนาหลอกลวงแต่แรกเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน  เช่น หลอกลงทุนแต่ธุรกิจนั้นไม่มีอยู่จริง   แต่ผิดสัญญานั้นเป็นเรื่องไม่ทำตามสัญญาในภายหลัง  เช่น  การกู้เงินแล้วไม่ชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้

    2 ฉ้อโกงต้องด้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวง  แต่ผิดสัญญาอาจได้ไปซึ่ง บริการ หรือแรงงาน เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทรัพย์สินก็ได้

    3 ฉ้อโกงเป็นความผิดทางอาญาอันยอมความกันได้  แต่ผิดสัญญาเป็นความรับผิดทางแพ่ง

 

                         เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาหรือถูกฟ้องคดีฉ้อโกงต้องทำอย่างไร

    1 รวบรวมพยานหลักฐานว่าไม่ได้ทำผิด เช่น การประกอบธุรกิจนั้นจริง สัญญาต่างๆ 

    2 ปรึกษาทนายความ 

    3 หาหลักฐานตามที่ทนายแนะนำในการสู้คดี  รวมทั้งอาจต้องหาเงินประกันตัว

    4 จ้างทนายความเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล

 

          ปรึกษาทนายคดีฉ้อโกงโทร 0838843287

 

 

 

Visitors: 249,892