ความผิดอาญาเกี่ยวกับภาษีอากร
ความผิดอาญาเกี่ยวกับภาษีอากร มีอะไรบ้าง? โทษและแนวทางต่อสู้คดี
ความผิดอาญาเกี่ยวกับภาษีอากร หมายถึง การกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติทางอาญาของกฎหมายภาษี เช่น การแจ้งข้อความเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี การใช้เอกสารเท็จ การไม่ยื่นแบบแสดงรายการโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี หรือการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิ
คดีประเภทนี้อาจมีทั้งความรับผิดทางภาษี ได้แก่ ภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมถึงความรับผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกหรือปรับตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การค้างชำระภาษีหรือยื่นภาษีผิดพลาดไม่ได้หมายความว่าจะมีความผิดอาญาทุกกรณี ต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดและเจตนาตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
1. ความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากร
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 การแจ้งข้อความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ นำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง หรือใช้วิธีฉ้อโกงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหรือขอคืนภาษีตามที่กฎหมายกำหนด อาจเป็นความผิดอาญา
ตัวอย่างพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่าย ได้แก่
-
จัดทำรายจ่ายอันเป็นเท็จเพื่อลดกำไรสุทธิ
-
ใช้เอกสารประกอบบัญชีที่ไม่มีธุรกรรมจริง
-
ปกปิดรายได้โดยเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
-
ยื่นข้อมูลเท็จเพื่อขอคืนภาษี
โทษตามมาตรา 37: จำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท
การพิจารณาความผิดต้องตรวจสอบว่าการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะพฤติการณ์ที่แสดงถึงเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี
2. ความผิดฐานไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ทวิ ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเจตนาไม่ยื่นรายการเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร อาจมีความผิดอาญา
โทษ: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การไม่ยื่นแบบเนื่องจากความผิดพลาดกับการจงใจไม่ยื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องแยกพิจารณา
3. ความผิดเกี่ยวกับใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
ความผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นคดีที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการและบริษัท เช่น การออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิ หรือการนำใบกำกับภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาใช้
ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 กำหนดความผิดหลายลักษณะเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยบางกรณีมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท
ในทางคดีจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารซื้อขาย การชำระเงิน การส่งมอบสินค้า และธุรกรรมทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง
4. ความผิดเกี่ยวกับอากรศุลกากร
นอกจากความผิดตามประมวลรัษฎากรแล้ว การนำเข้าสินค้าหรือส่งออกสินค้าอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 เช่น
-
มาตรา 242 ความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร
-
มาตรา 243 ความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากร
-
มาตรา 244 ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามในการนำเข้าหรือส่งออก
ความผิดบางฐานมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และอาจมีโทษปรับหรือริบของตามเงื่อนไขของแต่ละมาตรา
5. แนวทางต่อสู้คดีอาญาเกี่ยวกับภาษีอากร
เมื่อถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางภาษี ประเด็นสำคัญที่ทนายความควรตรวจสอบ ได้แก่
ประการแรก การกระทำครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่
ต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงตรงกับข้อกล่าวหาตามบทบัญญัติใด รวมถึงเงื่อนไขเรื่องเจตนาในความผิดฐานนั้น
ประการที่สอง มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่
หากเป็นความผิดฐานที่ต้องพิสูจน์เจตนา ต้องตรวจสอบว่าพยานหลักฐานของฝ่ายกล่าวหาสามารถแสดงถึงเจตนาตามกฎหมายได้หรือไม่
ประการที่สาม เอกสารทางบัญชีและธุรกรรมเป็นจริงหรือไม่
ตัวอย่างเอกสารสำคัญ ได้แก่ สัญญาซื้อขาย ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หลักฐานการโอนเงิน รายการเดินบัญชี และหลักฐานการส่งมอบสินค้า
ประการที่สี่ ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร
กรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับบริษัท จำเป็นต้องตรวจสอบบทบาทของกรรมการ ผู้จัดการ พนักงานบัญชี ผู้ลงนาม และบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคล ไม่อาจสรุปความรับผิดทางอาญาจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว
6. ถูกกรมสรรพากรกล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงภาษี ควรทำอย่างไร?
หากได้รับหนังสือเรียกให้ชี้แจง ถูกตรวจสอบภาษี หรือถูกดำเนินคดีอาญา ควรตรวจสอบรายละเอียดข้อกล่าวหาและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนให้ถ้อยคำหรือจัดส่งเอกสาร
การดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่ การรวบรวมเอกสารทางบัญชี ตรวจสอบยอดภาษี ประเมินข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนา และพิจารณาสิทธิในการโต้แย้งการประเมินภาษีหรือดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย
การชำระภาษีย้อนหลังไม่ใช่เหตุให้คดีอาญาระงับโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบบทบัญญัติเรื่องการเปรียบเทียบหรือการระงับคดีที่ใช้บังคับกับความผิดนั้นโดยเฉพาะ
7. ทนายความคดีอาญาเกี่ยวกับภาษีอากร
สำนักงานกฎหมาย NS International Law ให้คำปรึกษาและรับดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับภาษีอากร โดยพิจารณาข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานของแต่ละกรณี เช่น คดีหลีกเลี่ยงภาษี คดีใบกำกับภาษี และคดีเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการยื่นรายการภาษีอันเป็นเท็จ
ผู้ประกอบการหรือบุคคลที่ถูกกล่าวหาควรได้รับการตรวจสอบข้อกฎหมายและประเมินแนวทางดำเนินคดีก่อนตัดสินใจดำเนินการ
ติดต่อทนายความเพื่อประเมินคดี








