ความรับผิดทางแพ่งเกี่ยวกับภาษีอากร หนี้ภาษีและการฟ้องคดี
ความรับผิดทางแพ่งเกี่ยวกับภาษีอากร | หนี้ภาษี การประเมินภาษีย้อนหลัง และการฟ้องคดี
ความรับผิดทางแพ่งเกี่ยวกับภาษีอากร หมายถึง ความรับผิดทางการเงินที่เกิดจากหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย เช่น การชำระภาษีที่ค้างชำระ การชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง รวมถึงการถูกบังคับชำระหนี้ภาษีอากรด้วยการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน
แม้หนี้ภาษีอากรจะเกิดจากกฎหมายมหาชน ไม่ใช่หนี้แพ่งตามสัญญาทั่วไป แต่มีลักษณะเป็นความรับผิดทางทรัพย์สินซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทและการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากร
ผู้เสียภาษีที่ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานอาจมีสิทธิโต้แย้งการประเมิน อุทธรณ์คำวินิจฉัย และดำเนินคดีต่อศาลภาษีอากรตามเงื่อนไขของกฎหมาย
1. ความรับผิดจากการค้างชำระภาษีอากร
การค้างชำระภาษีอากรเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหรือนิติบุคคลมีหน้าที่เสียภาษี แต่ไม่ชำระภาษีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างเช่น
-
บริษัทค้างชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล
-
ผู้ประกอบการไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม
-
บุคคลธรรมดาไม่ได้ชำระภาษีเงินได้ตามที่กฎหมายกำหนด
-
ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่นำส่งภาษีตามกำหนด
-
ผู้เสียภาษีถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมแต่ไม่ได้ชำระ
หนี้ภาษีอากรอาจประกอบด้วยเงินภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
การค้างชำระภาษีไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีความผิดอาญาเสมอไป เพราะความผิดอาญาต้องพิจารณาองค์ประกอบตามบทกฎหมายเฉพาะ
2. ความรับผิดจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
การประเมินภาษีย้อนหลังเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้เสียภาษีชำระภาษีไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน จึงดำเนินการประเมินภาษีเพิ่มเติมตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด
สาเหตุที่อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
-
แสดงรายได้ไม่ครบถ้วน
-
นำรายจ่ายที่กฎหมายไม่อนุญาตมาหักภาษี
-
ใช้หลักฐานภาษีซื้อไม่ถูกต้อง
-
คำนวณกำไรสุทธิผิดพลาด
-
ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี
-
ไม่สามารถแสดงหลักฐานประกอบรายจ่ายได้
-
เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่ามีรายการทางบัญชีที่ไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานสามารถถูกโต้แย้งได้ หากผู้เสียภาษีเห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย
3. ความรับผิดเกี่ยวกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
ผู้เสียภาษีที่ชำระภาษีไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนอาจมีความรับผิดเพิ่มเติมจากจำนวนภาษีที่ค้างชำระ
3.1 เบี้ยปรับทางภาษีอากร
เบี้ยปรับเป็นจำนวนเงินที่กฎหมายกำหนดเพิ่มเติมจากภาษีที่ต้องชำระ โดยอัตราและเงื่อนไขแตกต่างกันตามประเภทภาษีและลักษณะการกระทำ
การพิจารณาเบี้ยปรับต้องตรวจสอบว่ามีเหตุให้เรียกเก็บตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงสิทธิในการขอลดหรืองดเบี้ยปรับตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
3.2 เงินเพิ่มทางภาษีอากร
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 การชำระหรือนำส่งภาษีอากรประเมินล่าช้าโดยทั่วไปมีเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง โดยไม่รวมเบี้ยปรับ
ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นเกี่ยวกับอัตราเงินเพิ่มและเพดานจำนวนเงินเพิ่มไว้ด้วย
4. การยึดและอายัดทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ภาษีอากร
เมื่อผู้เสียภาษีมีหนี้ภาษีอากรค้างชำระ เจ้าพนักงานอาจดำเนินมาตรการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมายได้
ประมวลรัษฎากร มาตรา 12 กำหนดอำนาจในการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ภาษีอากรค้างภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างทรัพย์สินหรือสิทธิที่อาจถูกบังคับ ได้แก่
-
ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
-
รถยนต์และทรัพย์สินที่มีมูลค่า
-
เงินฝากธนาคาร
-
สิทธิเรียกร้องจากบุคคลภายนอก
-
ทรัพย์สินอื่นของผู้ต้องรับผิดตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญในการต่อสู้คดี คือ ตรวจสอบว่าหนี้ภาษีเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำนวนหนี้ถูกต้องหรือไม่ ผู้ถูกบังคับเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดจริงหรือไม่ และการยึดหรืออายัดดำเนินการโดยถูกต้องหรือไม่
5. การอุทธรณ์การประเมินภาษีอากร
ผู้เสียภาษีที่ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานมีสิทธิอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30
โดยทั่วไปต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
หากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ผู้เสียภาษีอาจนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากรภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ประเด็นที่อาจใช้โต้แย้งการประเมิน
-
เจ้าพนักงานคำนวณภาษีผิดพลาด
-
การประเมินรายได้หรือกำไรไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
-
การไม่ยอมรับรายจ่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย
-
การประเมินไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
-
มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับระยะเวลาหรืออำนาจประเมิน
ข้อควรระวัง: การยื่นอุทธรณ์ไม่ได้ทำให้หน้าที่ชำระภาษีตามการประเมินหยุดลงโดยอัตโนมัติ หากต้องการทุเลาการชำระภาษีต้องยื่นคำร้องและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
6. การฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากร
เมื่อผู้เสียภาษีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ อาจใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากร โดยต้องพิจารณาเขตอำนาจศาล ขั้นตอนอุทธรณ์ที่ต้องดำเนินการก่อนฟ้อง และระยะเวลาตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญในการฟ้องคดี
-
ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินภาษี
-
โต้แย้งจำนวนรายได้หรือกำไรสุทธิที่นำมาคำนวณภาษี
-
ขอให้พิจารณารายจ่ายที่ถูกตัดออกจากการคำนวณภาษี
-
โต้แย้งการคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
-
ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยอุทธรณ์
การฟ้องคดีภาษีอากรต้องพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสารทางบัญชี และข้อกฎหมายที่ใช้กับปีภาษีที่พิพาทอย่างละเอียด
7. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความรับผิดทางภาษีอากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4553/2544
คดีนี้มีประเด็นเกี่ยวกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทางภาษี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ไม่ใช่เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ศาลอาจใช้ดุลพินิจลดลงได้ และต้องแยกจากเบี้ยปรับทางภาษีซึ่งอาจงดหรือลดตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2540
คดีนี้เกี่ยวข้องกับการยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีเกินกำหนด ศาลฎีกาวินิจฉัยถึงเงื่อนไขการขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ โดยเน้นความสำคัญของการดำเนินการภายในกำหนดเวลาและเหตุจำเป็นที่กฎหมายยอมรับ
8. แนวทางต่อสู้คดีความรับผิดทางแพ่งเกี่ยวกับภาษีอากร
เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีหรือถูกดำเนินการบังคับชำระหนี้ภาษีอากร ควรตรวจสอบประเด็นดังต่อไปนี้
ประการแรก ตรวจสอบอำนาจและระยะเวลาประเมินภาษี
เจ้าพนักงานต้องดำเนินการภายในขอบเขตอำนาจและระยะเวลาตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประการที่สอง ตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนภาษี
ต้องพิจารณารายได้ รายจ่าย ต้นทุน กำไรสุทธิ และหลักฐานการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้อง
ประการที่สาม ตรวจสอบเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
ควรตรวจสอบฐานในการเรียกเก็บ อัตราที่กฎหมายกำหนด และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลดหรืองดเบี้ยปรับ โดยแยกจากเงินเพิ่มซึ่งมีเงื่อนไขทางกฎหมายแตกต่างกัน
ประการที่สี่ ตรวจสอบสิทธิอุทธรณ์และสิทธิฟ้องคดี
ต้องพิจารณาวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กำหนดเวลาอุทธรณ์ และเงื่อนไขในการนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากร
ประการที่ห้า ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน
พิจารณาว่าบุคคลที่ถูกบังคับชำระหนี้เป็นผู้ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ และทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดเป็นทรัพย์สินที่สามารถบังคับชำระหนี้ได้หรือไม่
9. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งเกี่ยวกับภาษีอากร
ถาม: ถูกประเมินภาษีย้อนหลังจำเป็นต้องชำระทั้งหมดหรือไม่?
ตอบ: ต้องพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการประเมิน ผู้เสียภาษีที่ไม่เห็นด้วยอาจใช้สิทธิอุทธรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่การอุทธรณ์ไม่ทำให้การชำระภาษีหยุดลงโดยอัตโนมัติ
ถาม: กรมสรรพากรยึดทรัพย์สินโดยไม่ฟ้องศาลได้หรือไม่?
ตอบ: กรมสรรพากรมีอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ในการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ถาม: ถูกประเมินภาษีแล้วสามารถขอลดเบี้ยปรับได้หรือไม่?
ตอบ: อาจขอลดหรืองดเบี้ยปรับได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย แต่เงินเพิ่มมีลักษณะและเงื่อนไขแตกต่างจากเบี้ยปรับ
ถาม: สามารถฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรได้หรือไม่?
ตอบ: สามารถดำเนินการได้เมื่อเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยคดีโต้แย้งการประเมินโดยทั่วไปต้องดำเนินขั้นตอนอุทธรณ์ก่อนฟ้อง
10. ทนายความคดีภาษีอากรและการโต้แย้งการประเมินภาษี
สำนักงานกฎหมาย NS International Law ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับข้อพิพาทและความรับผิดทางภาษีอากร ได้แก่ การตรวจสอบหนังสือแจ้งการประเมินภาษี การอุทธรณ์การประเมินภาษี การตรวจสอบหนี้ภาษีอากร การยึดหรืออายัดทรัพย์สิน และการดำเนินคดีต่อศาลภาษีอากร
กรณีบุคคลธรรมดา ผู้ประกอบการ หรือบริษัทได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีย้อนหลัง หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการชำระภาษี สามารถติดต่อทนายความเพื่อพิจารณาข้อกฎหมาย เอกสารหลักฐาน และแนวทางดำเนินคดีได้
ปรึกษาทนายความคดีภาษีอากร
โทรมือถือ 083-884-3287 โทรสำนักงาน 02-416-4163 LINE: narongsaklaw30








