ฉ้อโกงกับผิดสัญญาทางแพ่ง ต่างกันอย่างไร?
ฉ้อโกงกับผิดสัญญาทางแพ่ง ต่างกันอย่างไร?
หลายคดีเริ่มจากการตกลงกันเรื่องเงิน เช่น ซื้อขายสินค้า ลงทุน กู้ยืม จ้างทำงาน จ้างก่อสร้าง หรือร่วมทำธุรกิจ แล้วภายหลังเกิดปัญหาอีกฝ่าย ไม่จ่ายเงิน ไม่คืนเงิน ไม่ส่งของ หรือไม่ทำตามที่ตกลง
คำถามที่เกิดขึ้นบ่อยคือ เรื่องนี้เป็นเพียง ผิดสัญญาทางแพ่ง หรือเป็น ความผิดฐานฉ้อโกงทางอาญา
สองเรื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างสำคัญ โดยเฉพาะเรื่อง เจตนาของคู่กรณีตั้งแต่ก่อนหรือขณะรับเงินหรือทรัพย์สิน
ความผิดฐานฉ้อโกงคืออะไร?
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 วางหลักว่า ความผิดฐานฉ้อโกงเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่ง โดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริงที่ควรบอก และจากการหลอกลวงนั้นทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ
ดังนั้น คดีฉ้อโกงไม่ได้พิจารณาเพียงว่า “มีการรับเงินแล้วไม่คืน” แต่ต้องดูว่าก่อนหรือขณะรับเงินนั้น มีการหลอกลวงอยู่หรือไม่
ตัวอย่างเช่น ผู้ขายประกาศว่ามีสินค้าพร้อมส่ง ทั้งที่ความจริงไม่มีสินค้าอยู่เลย และรู้อยู่แล้วว่าจะไม่ส่งสินค้า แต่ยังหลอกให้ผู้ซื้อโอนเงิน กรณีเช่นนี้อาจมีประเด็นเรื่องฉ้อโกง
ผิดสัญญาทางแพ่งคืออะไร?
กรณีผิดสัญญาทางแพ่งมักเกิดจากคู่สัญญามีข้อตกลงกันจริง และในตอนแรกมีเจตนาจะปฏิบัติตามสัญญา แต่ภายหลังไม่สามารถหรือไม่ยอมปฏิบัติตามที่ตกลง
ตัวอย่างเช่น
- ผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้วแต่ไม่จ่ายเงิน
- ลูกหนี้กู้เงินไปแล้วภายหลังไม่มีเงินชำระ
- ผู้รับเหมารับงานไปแล้วดำเนินงานไม่เสร็จ
- บริษัทมีปัญหาสภาพคล่องและไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด
- ผู้ขายส่งสินค้าไม่ครบหรือส่งล่าช้า
กรณีเหล่านี้อาจเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนมากก็ตาม
จุดสำคัญในการแยก “ฉ้อโกง” กับ “ผิดสัญญา”
ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ
ตอนที่อีกฝ่ายทำสัญญาหรือรับเงิน เขามีเจตนาจะปฏิบัติตามจริงหรือไม่
ถ้ามีเจตนาทำตามจริง แต่ภายหลังเกิดปัญหาแล้วไม่สามารถปฏิบัติตามได้ มักมีลักษณะเป็นข้อพิพาททางแพ่ง
แต่ถ้าตั้งแต่ก่อนรับเงินมีการสร้างเรื่องเท็จ ปกปิดข้อเท็จจริง หรือรู้อยู่แล้วว่าไม่มีความสามารถหรือไม่มีเจตนาจะทำตามที่กล่าวอ้าง แต่ยังหลอกให้ผู้เสียหายส่งมอบเงินหรือทรัพย์สิน กรณีเช่นนี้อาจเข้าข่ายฉ้อโกง
ตัวอย่างที่ 1 ซื้อสินค้าแล้วไม่ส่งของ
กรณีผู้ขายรับเงินแล้วไม่ส่งสินค้า ต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติม
ถ้าผู้ขายมีสินค้าจริงและตั้งใจขายจริง แต่ภายหลังเกิดปัญหาเรื่องขนส่ง สินค้าขาดตลาด หรือธุรกิจมีปัญหา กรณีอาจเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง
แต่หากผู้ขายไม่มีสินค้าอยู่จริง ตั้งแต่แรกก็ไม่มีเจตนาส่งสินค้า และใช้ภาพหรือข้อมูลเท็จเพื่อให้ผู้ซื้อหลงเชื่อและโอนเงิน อาจมีลักษณะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ดังนั้น การ “รับเงินแล้วไม่ส่งของ” เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นฉ้อโกง
ตัวอย่างที่ 2 ยืมเงินแล้วไม่คืน
การที่ลูกหนี้ยืมเงินแล้วไม่ชำระคืนตามกำหนด โดยทั่วไปเป็นเรื่องหนี้ทางแพ่ง
การไม่คืนเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้กลายเป็นคดีฉ้อโกงโดยอัตโนมัติ
แต่ถ้าก่อนยืมเงิน ลูกหนี้สร้างเรื่องเท็จขึ้นมาเพื่อหลอกให้เจ้าหนี้เชื่อ เช่น อ้างว่ามีทรัพย์สินหรือธุรกิจที่ไม่มีอยู่จริง หรือแสดงเอกสารเท็จเพื่อให้ยอมให้ยืมเงิน อาจมีประเด็นเรื่องฉ้อโกงได้
ตัวอย่างที่ 3 ลงทุนแล้วไม่ได้กำไร
การลงทุนมีความเสี่ยงตามธรรมชาติ หากกิจการขาดทุนจริงหรือโครงการล้มเหลวจริง อาจเป็นเพียงข้อพิพาททางแพ่ง
แต่ถ้ามีการชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างข้อมูลเท็จ เช่น อ้างว่ามีโครงการหรือทรัพย์สินอยู่จริงทั้งที่ไม่มี หรือรับเงินลงทุนโดยตั้งแต่แรกไม่มีเจตนานำเงินไปลงทุนตามที่กล่าวอ้าง อาจต้องพิจารณาว่ามีพฤติการณ์ฉ้อโกงหรือไม่
ตัวอย่างที่ 4 รับเงินมัดจำแล้วไม่ทำงาน
กรณีผู้รับเหมา ผู้รับจ้าง หรือผู้ให้บริการรับเงินมัดจำแล้วไม่ทำงาน ต้องพิจารณาว่า
ตอนรับเงินมีการเริ่มงานหรือเตรียมงานจริงหรือไม่
มีวัสดุ คนงาน หรือการดำเนินงานจริงหรือไม่
เหตุใดงานจึงหยุด
มีการหลบหนีหรือปิดช่องทางติดต่อหรือไม่
ถ้ามีการรับงานจริงและเริ่มดำเนินงานแล้ว แต่ภายหลังผิดสัญญา อาจเป็นเรื่องทางแพ่ง
แต่หากรับเงินจากหลายคนทั้งที่ไม่มีศักยภาพหรือไม่มีเจตนาทำงานตั้งแต่ต้น อาจมีประเด็นทางอาญา
พยานหลักฐานอะไรสำคัญ?
คดีประเภทนี้ต้องดูพฤติการณ์ก่อนรับเงิน ขณะรับเงิน และหลังรับเงิน
หลักฐานที่ควรเก็บไว้ ได้แก่
- สัญญา
- ใบเสนอราคา
- ใบเสร็จรับเงิน
- หลักฐานการโอนเงิน
- ข้อความ LINE
- Facebook หรือข้อความในโซเชียลมีเดีย
- อีเมล
- เสียงสนทนา
- รูปภาพหรือโฆษณาที่ใช้ชักชวน
- เอกสารที่อีกฝ่ายนำมาแสดงก่อนรับเงิน
- หลักฐานว่ามีผู้เสียหายรายอื่นในลักษณะเดียวกัน
ข้อความก่อนโอนเงินมักมีความสำคัญมาก เพราะช่วยแสดงว่าอีกฝ่ายกล่าวอะไรและผู้เสียหายตัดสินใจจ่ายเงินเพราะเหตุใด
มีสัญญาแล้ว ยังเป็นฉ้อโกงได้หรือไม่?
ได้
การมีสัญญาไม่ได้หมายความว่าเรื่องนั้นจะเป็นคดีแพ่งเท่านั้น
หากการทำสัญญาเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ในการหลอกลวง และสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำมีเจตนาทุจริตและหลอกลวงตั้งแต่ก่อนหรือขณะทำสัญญา ก็อาจมีความรับผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงได้
ในทางกลับกัน การผิดสัญญาอย่างร้ายแรงก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฉ้อโกงเสมอไป
แจ้งความได้ทุกกรณีหรือไม่?
การแจ้งความควรมีข้อเท็จจริงที่แสดงถึงการหลอกลวง ไม่ควรอาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่าอีกฝ่ายไม่จ่ายเงินหรือไม่ทำตามสัญญา
หากข้อเท็จจริงมีเพียงลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้โดยไม่มีพฤติการณ์หลอกลวงตั้งแต่แรก เรื่องนั้นอาจเป็นคดีแพ่งที่ต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินหรือบังคับตามสัญญา
แต่ถ้ามีหลักฐานว่ามีการกล่าวข้อความเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและส่งมอบทรัพย์ ก็อาจมีมูลให้ตรวจสอบในทางอาญา
ฉ้อโกงอาจมีโทษอย่างไร?
มาตรา 341 กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไปไว้ที่จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ Laws MD
หากมีพฤติการณ์พิเศษ เช่น การแสดงข้อความเท็จต่อประชาชน อาจต้องพิจารณาบทกฎหมายอื่นเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงของคดี
สรุป ฉ้อโกงกับผิดสัญญาต่างกันตรงไหน?
สรุปอย่างง่ายที่สุดคือ
ผิดสัญญาทางแพ่ง
มีข้อตกลงจริง มีเจตนาทำตามจริง แต่ภายหลังไม่ปฏิบัติตามสัญญา
ฉ้อโกง
มีเจตนาทุจริต ใช้ข้อความเท็จหรือปกปิดความจริงเพื่อหลอกให้ผู้อื่นมอบเงินหรือทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม หลายคดีมีข้อเท็จจริงซับซ้อน และไม่สามารถแยกได้จากประโยคว่า “รับเงินแล้วไม่คืน” เพียงประโยคเดียว
ควรตรวจตั้งแต่ข้อความก่อนทำสัญญา วิธีชักชวน เหตุผลที่มีการจ่ายเงิน เอกสารประกอบ และพฤติการณ์หลังรับเงิน
ปรึกษาทนายคดีฉ้อโกงและผิดสัญญา
หากมีปัญหา เช่น
- โอนเงินแล้วไม่ได้ของ
- ให้ยืมเงินแล้วไม่คืน
- ลงทุนแล้วสงสัยว่าถูกหลอก
- คู่สัญญารับเงินแล้วไม่ทำงาน
- ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกง
- ถูกแจ้งความทั้งที่เป็นเพียงข้อพิพาททางแพ่ง
- ต้องการฟ้องเรียกเงินหรือค่าเสียหาย
สามารถนำสัญญา หลักฐานการโอนเงิน และข้อความสนทนามาตรวจสอบก่อนว่าคดีมีลักษณะเป็น คดีฉ้อโกง คดีแพ่ง หรืออาจมีทั้งสองส่วน
ปรึกษาทนาย โทร 083-884-3287








