คดีฉ้อโกง คืออะไร? องค์ประกอบความผิด

ความผิดฐานฉ้อโกง คืออะไร? องค์ประกอบความผิด โทษ และแนวทางต่อสู้คดี

ความผิดฐานฉ้อโกง เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่พบได้บ่อย ทั้งจากการซื้อขาย การลงทุน การกู้ยืมเงิน การทำธุรกิจ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ หรือการโอนเงินให้บุคคลอื่นแล้วเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลหนึ่งรับเงินหรือทรัพย์สินไปแล้วไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาว่าขณะได้ทรัพย์สินนั้น ผู้กระทำมีการหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริง และมีเจตนาทุจริตหรือไม่

ผู้เสียหายที่เชื่อว่าตนถูกหลอก หรือผู้ที่ได้รับหมายเรียก ถูกแจ้งข้อกล่าวหา หรือถูกฟ้องใน คดีฉ้อโกง จึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริง เอกสาร และลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียดก่อนดำเนินคดี

ต้องการปรึกษาคดีฉ้อโกง ถูกแจ้งความ หรือได้รับหมายเรียก สามารถโทรสอบถาม 083-884-3287

ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

หลักของความผิดฐานฉ้อโกงอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งกำหนดถึงกรณีที่บุคคลโดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และจากการหลอกลวงนั้นทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หรือทำให้ผู้ถูกหลอกหรือบุคคลที่สามทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ

ปัจจุบันความผิดตามมาตรา 341 มีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การพิจารณาว่าพฤติการณ์ใดเป็นความผิดฐานฉ้อโกง จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายประการประกอบกัน ไม่ใช่ดูเฉพาะว่าผู้เสียหายเสียเงินหรือไม่ได้รับเงินคืนเท่านั้น

องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง

โดยทั่วไป การจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

1. มีการหลอกลวง

ผู้กระทำต้องมีการทำให้บุคคลอื่นเข้าใจข้อเท็จจริงผิดไปจากความจริง เช่น

  • อ้างว่ามีสินค้าทั้งที่ไม่มีสินค้า

  • อ้างว่าสามารถดำเนินงานบางอย่างได้ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถทำได้

  • แสดงหลักฐานหรือข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อ

  • ปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญซึ่งควรแจ้งให้อีกฝ่ายทราบ

การหลอกลวงอาจเกิดขึ้นผ่านคำพูด หนังสือ สัญญา LINE Facebook Messenger อีเมล หรือช่องทางออนไลน์อื่นได้

2. ข้อความที่ใช้หลอกต้องเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง

โดยหลัก การหลอกลวงต้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่มีอยู่หรือเกิดขึ้นแล้ว

การกล่าวถึงสิ่งที่จะทำในอนาคต เช่น “จะคืนเงินเดือนหน้า” หรือ “จะส่งสินค้าให้ภายใน 7 วัน” ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่า ขณะที่กล่าวนั้นมีเจตนาหลอกอยู่ก่อนแล้วหรือไม่

จุดนี้เป็นประเด็นสำคัญมากในการแยกระหว่าง คดีฉ้อโกง กับ การผิดสัญญาทางแพ่ง

3. ผู้ถูกหลอกหลงเชื่อ

ต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างการหลอกกับการตัดสินใจของผู้เสียหาย

ตัวอย่างเช่น ผู้ขายแจ้งว่ามีรถยนต์คันหนึ่งพร้อมขาย ผู้ซื้อเชื่อจึงโอนเงินมัดจำ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขายไม่มีรถดังกล่าวและตั้งใจสร้างเรื่องขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อโอนเงิน ก็อาจเข้าลักษณะฉ้อโกงได้

4. การหลอกทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน

การหลอกลวงต้องเป็นเหตุให้ผู้กระทำได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้มีการทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ

หากเพียงแต่มีการพูดเท็จ แต่ไม่มีผลให้เกิดการได้ทรัพย์ตามองค์ประกอบของกฎหมาย อาจต้องพิจารณาว่าเป็นความผิดสำเร็จหรือพยายามกระทำความผิด หรือเป็นกรณีอื่น

5. ผู้กระทำมีเจตนาทุจริต

เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญของคดีฉ้อโกง

ต้องตรวจสอบว่าในขณะที่มีการหลอกและรับทรัพย์สินนั้น ผู้กระทำมี เจตนาทุจริต ต้องการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

หากตอนเริ่มต้นคู่สัญญาตั้งใจทำธุรกิจจริง แต่ภายหลังเกิดปัญหาทางการเงิน สินค้าขาดตลาด ธุรกิจขาดทุน หรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ กรณีดังกล่าวอาจเป็นเพียง ข้อพิพาททางแพ่ง ไม่ใช่ฉ้อโกงโดยอัตโนมัติ

ฉ้อโกงกับผิดสัญญาทางแพ่งต่างกันอย่างไร?

นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่พบมากที่สุดในทางปฏิบัติ

ตัวอย่างเช่น นาย ก. รับเงินจากนาย ข. เพื่อจัดซื้อสินค้า และตอนรับเงินจริงมีความตั้งใจจะซื้อและส่งสินค้าให้ แต่ต่อมาธุรกิจประสบปัญหา เงินหมุนไม่ทัน จึงไม่สามารถส่งสินค้าได้ตามกำหนด

กรณีนี้เพียงข้อเท็จจริงว่า “รับเงินแล้วไม่ส่งสินค้า” ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นฉ้อโกง

ต้องพิจารณาต่อว่า ตอนรับเงินมีเจตนาหลอกอยู่แล้วหรือไม่

ในทางกลับกัน หากตั้งแต่แรกไม่มีสินค้า ไม่มีแหล่งสินค้า และสร้างข้อความหรือหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อให้ผู้เสียหายเชื่อและโอนเงิน พฤติการณ์อาจสนับสนุนว่ามีเจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น

ดังนั้นคำถามสำคัญในหลายคดีคือ

“ตอนที่ได้รับเงิน ผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาจะปฏิบัติตามข้อตกลงจริงหรือไม่?”

รับเงินแล้วไม่คืน เป็นฉ้อโกงหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องเป็นฉ้อโกงทุกกรณี

ตัวอย่างเช่น การกู้ยืมเงินที่ผู้กู้ได้รับเงินจริง และภายหลังไม่มีเงินชำระหนี้ตามกำหนด โดยทั่วไปเป็นเรื่องผิดสัญญาหรือหนี้ทางแพ่ง

แต่หากผู้กู้สร้างเรื่องเท็จ เช่น แอบอ้างบุคคลอื่น ใช้หลักฐานปลอม หรือกล่าวข้อเท็จจริงที่ไม่มีอยู่จริงเพื่อหลอกให้อีกฝ่ายมอบเงินให้ตั้งแต่ต้น ก็อาจต้องพิจารณาความผิดฐานฉ้อโกงเพิ่มเติม

จึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “ได้เงินไปแล้วไม่คืน” แต่ต้องดูวิธีการที่ทำให้ได้เงินไปตั้งแต่ต้นด้วย

ซื้อของออนไลน์แล้วไม่ได้ของ เป็นฉ้อโกงหรือไม่?

กรณีซื้อขายออนไลน์ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีเช่นเดียวกัน

หากผู้ขายไม่มีสินค้าอยู่จริง สร้างบัญชีหรือรูปสินค้าเพื่อหลอกให้ผู้ซื้อโอนเงิน และเมื่อได้รับเงินแล้วตัดการติดต่อ พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเป็นหลักฐานสนับสนุนว่ามีเจตนาฉ้อโกง

แต่หากเป็นผู้ประกอบการจริง มีการซื้อขายจริง และเกิดปัญหาในการจัดส่งสินค้า ล่าช้า หรือมีข้อพิพาทเรื่องคุณภาพสินค้า อาจเป็นข้อพิพาททางแพ่งหรือคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่า

ได้รับหมายเรียกคดีฉ้อโกง ต้องทำอย่างไร?

หากได้รับหมายเรียกจากตำรวจหรือพนักงานสอบสวนในคดีฉ้อโกง ไม่ควรเพิกเฉยต่อหมาย

ควรตรวจสอบว่า

  • ถูกกล่าวหาเรื่องอะไร

  • เหตุเกิดเมื่อใด

  • ผู้กล่าวหาคือใคร

  • จำนวนเงินหรือทรัพย์สินเท่าใด

  • มีสัญญาหรือข้อตกลงอย่างไร

  • ข้อความใดถูกกล่าวหาว่าเป็นข้อความเท็จ

  • มีหลักฐานการสนทนาอะไรบ้าง

  • เงินที่ได้รับนำไปทำอะไร

  • มีการคืนเงินหรือส่งมอบงานบางส่วนหรือไม่

จากนั้นจึงวางแนวทางชี้แจงข้อเท็จจริงและเตรียมเอกสารให้สอดคล้องกับข้อกล่าวหา

การให้ถ้อยคำโดยยังไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง อาจทำให้คำให้การบางส่วนขัดกับเอกสารหรือหลักฐานที่ปรากฏภายหลังได้

ถูกฟ้องคดีฉ้อโกง ควรต่อสู้อย่างไร?

แนวทางต่อสู้คดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ประเด็นที่มักต้องตรวจสอบ ได้แก่

ไม่มีข้อความอันเป็นเท็จ

สิ่งที่จำเลยกล่าวอาจเป็นข้อเท็จจริงจริงในขณะที่พูด หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นและการคาดการณ์ ไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ

ผู้เสียหายไม่ได้หลงเชื่อจากข้อความดังกล่าว

แม้มีข้อความบางประการไม่ตรงกับความจริง แต่หากมิใช่เหตุที่ทำให้ผู้เสียหายมอบทรัพย์ ก็อาจไม่ครบองค์ประกอบตามที่โจทก์กล่าวหา

ไม่มีเจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างเช่น มีการประกอบธุรกิจจริง ซื้อสินค้า ทำงาน ส่งมอบงาน หรือดำเนินการตามสัญญาแล้วบางส่วน ก่อนที่จะเกิดปัญหาในภายหลัง

ประเด็นนี้อาจช่วยแสดงให้เห็นว่าคดีมีลักษณะเป็นข้อพิพาททางแพ่งมากกว่าคดีอาญา

เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง

การผิดนัดชำระเงิน การส่งสินค้าไม่ได้ หรือไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้ ไม่ทำให้กลายเป็นความผิดฐานฉ้อโกงโดยอัตโนมัติ

ศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดว่ามีการหลอกลวงและเจตนาทุจริตตั้งแต่ก่อนหรือขณะได้ทรัพย์สินหรือไม่

ฉ้อโกงประชาชนต่างจากฉ้อโกงทั่วไปอย่างไร?

ความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไปตามมาตรา 341 กับ ฉ้อโกงประชาชน มีองค์ประกอบและโทษที่แตกต่างกัน

ฉ้อโกงประชาชนโดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงต่อประชาชน ไม่ได้จำกัดเพียงการหลอกบุคคลรายใดรายหนึ่ง

หากคดีมีผู้เสียหายจำนวนมาก มีการโฆษณาหรือประกาศชักชวนต่อบุคคลทั่วไป หรือเป็นโครงการลงทุนที่เปิดรับประชาชน ควรตรวจสอบว่าพฤติการณ์อาจเข้าข่าย ฉ้อโกงประชาชน หรือความผิดตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่

คดีฉ้อโกงยอมความได้หรือไม่?

ความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไปตามมาตรา 341 เป็นความผิดที่กฎหมายกำหนดให้มีเรื่องการร้องทุกข์และการยอมความที่ต้องพิจารณาเรื่องระยะเวลาและลักษณะข้อหาให้ถูกต้อง

แต่หากเป็น ฉ้อโกงประชาชน หรือมีข้อหาอื่นร่วมด้วย ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างออกไป

ก่อนตกลงชำระเงิน ถอนคำร้องทุกข์ หรือทำสัญญาประนีประนอม จึงควรตรวจสอบก่อนว่าคดีมีข้อหาใดบ้างและการตกลงดังกล่าวมีผลต่อคดีอาญาอย่างไร

ตัวอย่างและคำพิพากษาศาลฎีกาคดีฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2530 “จำเลยขอดูนาฬิกาที่ผู้เสียหายใส่อยู่ เมื่อผู้เสียหายถอดให้จำเลย จำเลยรับนาฬิกามาจากผู้เสียหายแล้ววิ่งหนี การกระทำของจำเลยไม่เป็นการใช้กิริยาฉกฉวยเอาทรัพย์ผู้เสียหายไป แต่เป็นการใช้อุบายให้ผู้เสียหายถอดนาฬิกาจากข้อมือส่งให้จำเลย การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์แต่เป็นการลักทรัพย์ด้วยการใช้อุบาย จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6892/2542 (ป) “การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดย พลการ โดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง การที่จำเลยเปลี่ยนเอาป้ายราคาโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางซึ่งติดราคา 1,785 บาทออก แล้วนำป้ายราคาโคมไฟอื่นซึ่งติดราคา 134 บาท มาติดแทนแล้วมอบให้พวกของจำเลยนำไปชำระราคาแก่พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายจึงมิใช่เอาโคมไฟตั้งโต๊ะไปโดยพลการโดยทุจริต อันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายโดยทุจริต โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ราคาโคมไฟตั้งโต๊ะมีราคา 134 บาท พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายหลงเชื่อยินยอมมอบโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางให้จำเลยโดยรับเงินจากจำเลยไว้เพียง 134 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2553 “จำเลยเอาสุราต่างประเทศของกลางใส่ไว้ในลังน้ำปลาแล้วใช้สกอตเทปปิดลังไว้ โดยนำลังน้ำปลาอีกใบหนึ่งมาวางทับ จากนั้นจึงนำไปชำระเงินนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกแล้ว การที่จำเลยนำลังน้ำปลาซึ่งมีสุราต่างประเทศซุกซ่อนอยู่ภายในไปชำระราคาเท่ากับราคาน้ำปลาจนพนักงานแคชเชียร์มอบลังน้ำปลาทั้งสองลังให้จำเลยไป  เป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรลุผล คือการเอาสุราต่างประเทศของกลางของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น พนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จำเลย  การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่” 

 

ปรึกษาทนายคดีฉ้อโกง

คดีฉ้อโกงไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “มีการรับเงินแล้วไม่คืน” เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่การหลอกลวง ความสัมพันธ์ระหว่างการหลอกกับการมอบทรัพย์ และโดยเฉพาะ เจตนาทุจริตในขณะที่ได้ทรัพย์สิน

หากคุณเป็นผู้เสียหาย ต้องการแจ้งความหรือดำเนินคดี หรือเป็นผู้ถูกกล่าวหา ได้รับหมายเรียก หรือถูกฟ้องคดีฉ้อโกง ควรนำเอกสาร สัญญา หลักฐานการโอนเงิน และบทสนทนาที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบก่อนกำหนดแนวทางคดี

ปรึกษาคดีฉ้อโกง / ถูกแจ้งความ / ได้รับหมายเรียก / ถูกฟ้องคดีฉ้อโกง

โทร 083-884-3287

ให้บริการตรวจสอบข้อเท็จจริง วิเคราะห์องค์ประกอบความผิด เตรียมเอกสารและแนวทางดำเนินคดีสำหรับทั้งฝ่ายผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา

 

Visitors: 260,609