ทนายคดีฉ้อโกง

 

 

 ทนายคดีฉ้อโกง

ปรึกษาทนายคดีฉ้อโกง โทร 083-884-3287
LINE: nsnotary

 

คดีฉ้อโกง คืออะไร

ฉ้อโกง  คือ การหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยผู้กระทำมีเจตนาทุจริต  แสดงว่าฉ้อโกงว่าต้องมีการหลอกลวง เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพสินของผู้อื่น  และจะต้องหลอกลวงตั้งแต่เริ่มต้น  การหลอกลวง  ต้องหลอกข้อเท็จจริงในปัจจุบัน  เช่น หลอกไปลงทุนแล้วไม่มีบริษัทอยู่จริง  ดังนั้น  การกู้ยืมเงินแล้วไม่ชำระหนี้ไม่ใช่ฉ้อโกง  ร่วมลงทุนแล้วขาดทุนหมดไม่ใช่ฉ้อโกง

 ความผิดฐานฉ้อโกง เป็นความผิดยอมความกันได้ เว้นแต่ฉ้อโกงประชาชน มาตรา 343 

มาตรา 348ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา ๓๔๓ เป็นความผิดอันยอมความได้

 ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา

 ถูกฟ้องฉ้อโกงจากการกู้ยืมเงิน

 ปัญหา:

ลูกค้าถูกกล่าวหาว่าหลอกยืมเงินแล้วไม่คืน ถูกแจ้งความข้อหาฉ้อโกง

 แนวทางสู้คดี:

พิสูจน์ว่าเป็น “สัญญากู้ยืม” ไม่ใช่การหลอกลวง มีหลักฐานการโอนเงินจริง และไม่มีเจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น

 ผลลัพธ์:

ศาลพิจารณาว่าเป็นข้อพิพาททางแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา ลูกค้าไม่ต้องรับโทษฐานฉ้อโกง

 

เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว แต่ไม่บอกผู้ให้กู้ทราบ ถือเป็นความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1334/2555

   แม้ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติให้มีการประกาศโฆษณาคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติไว้ด้วยว่า เมื่อได้มีการประกาศโฆษณาดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าบุคคลภายนอกทุกคนต้องทราบคำพิพากษานั้น และมิได้ระบุถึงผลของการประกาศโฆษณาโดยแจ้งชัด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้พออนุมานได้ว่าประสงค์จะให้การประกาศโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า บุคคลภายนอกทราบคำพิพากษาให้ล้มละลายที่ประกาศโฆษณาแล้วหรือไม่เท่านั้น ดังนี้ ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบถึงคำพิพากษาให้ล้มละลายก็ได้

   จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย และให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 ร่วมปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้วก่อนที่จะทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจว่า จำเลยที่ 1 สามารถทำสัญญากู้ยืมเงินและมีผลบังคับตามกฎหมายได้ จึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และได้มอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 แล้ว จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

 

ประเด็น : แม้มีเจตนาทุจริตที่เกิดขึ้นภายหลังรับมอบทรัพย์สินแล้ว จะไม่ผิดฐานฉ้อโกง แต่หากมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์สินนั้นเป็นของตน ก็อาจมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11465/2554

   จำเลยเป็นคนนำรถเกรดถนนของ ส. ที่ฝากไว้แก่ผู้เสียหายไปจากความครอบครองของผู้เสียหาย ตามที่ผู้เสียหายแจ้งให้จำเลยเคลื่อนย้ายไปจากปั้มแก๊สของผู้เสียหาย เป็นกรณีที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทรัพย์ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยด้วยความสมัครใจ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

   แม้จำเลยรับรถเกรดถนนไปเพราะได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องนำรถเกรดถนนไปคืนแก่ทายาทของ ส. การที่จำเลยไม่นำไปคืน แต่กลับนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งๆ ที่ไม่ใช่รถเกรดถนนของตน ถือได้ว่าเมื่อจำเลยรับรถเกรดถนนไว้ในครอบครองแล้ว จำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 แต่เป็นความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก

   ผู้จัดการมรดกของ ส. รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดและร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่ามีการร้องทุกข์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

   โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้อง ก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

การหลอกหลวงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต (ไม่แน่นอน) เป็นเพียงการคาดเดา ไม่ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดนี้ต้องหลอกลวงในสิ่งที่เกิดในอดีตหรือปัจจุบัน เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2067/2548

   จำเลยชักชวนโจทก์เข้าร่วมลงทุนในบริษัทของจำเลย โดยให้โจทก์ซื้อหุ้นในบริษัทของจำเลย 3,000 หุ้น เป็นเงิน 300,000 บาท และโจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยรับไปแล้ว โดยจำเลยสัญญาว่า เมื่อชำระแล้วจะโอนหุ้นในบริษัทของจำเลยให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยมาขอเงินจากโจทก์อีก 58,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัทและจะชำระเงินคืนเป็นหุ้นให้ โจทก์จึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ซึ่งรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 358,000 บาท การที่จำเลยชักชวนโจทก์ให้ซื้อหุ้นในบริษัทของจำเลย เป็นเพียงคำรับรองที่จำเลยจะปฏิบัติในอนาคตขณะให้คำรับรองดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำรับรอง จึงไม่ใช่ความเท็จ นอกจากนั้นตามบัญชีผู้ถือหุ้น ก็ปรากฏว่าจำเลยมีหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวจำนวนถึง 9,940 หุ้น แสดงว่ามีหุ้นอยู่จริง มิได้หลอกลวงโจทก์ การที่จำเลยไม่โอนหุ้นให้แก่โจทก์ จึงเป็นการผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3074/2539

   ความผิดฐานฉ้อโกงผู้กระทำความผิดต้องกระทำโดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม การที่จำเลยชวนโจทก์ร่วมซื้อคอนโดมิเนียมตึกแถวและที่ดินโดยยืนยันว่าอีก 4 เดือนจะมีผู้ซื้อต่อการที่จำเลยให้ผู้เสียหายทำพิธีเสริมดวงและเรียกค่าครูโดยยืนยันว่าจะทำให้ดวงดีขายตึกแถวที่ดินได้หรือบุตรจะมีบุญบารมีสูงกว่าบิดามารดาผู้เสียหายกับสามีจะไม่ต้องหย่ากัน ล้วนเป็นคำยืนยันเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนทั้งสิ้นคำยืนยันดังกล่าว ไม่ใช่คำหลอกลวง แต่เป็นคำคาดการณ์ที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายเข้าทำพิธีตามคำแนะนำและเสียค่าใช้จ่าย จึงมิได้เป็นผลจากการหลอกลวงการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

ความผิดฐานฉ้อโกงได้แก่

1  ความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไป  ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 341  

2  ฉ้อโกงประชาชน  คือ หลอกลวงคนทั่วไป  ไม่เจาะจง  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

3  ฉ้อโกงแรงงาน  คือ หลอกลวงคนตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เขาทำงานให้ มาตรา 344

4  ฉ้อโกงค่าอาหารหรือเข้าพักโรงแรม  โดยรู้ว่าไม่มีเงินจ่าย มาตรา 345

5 ฉ้อโกงประกันภัย

6 โกงเจ้าหนี้  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 349  และ มาตรา  350

7 ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น มาตรา 342

8 ความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน  เช่น  พวกแชร์ลูกโซ่

 แชร์  FOREX( หลอกลงทุน ไม่ได้ลงทุนจริง )  แต่ถ้าเป็นการลงทุนใน FOREX  ไม่มีความผิดแต่อย่างไร

*****  ความผิดฐานฉ้อโกง  เป็นความผิดอันยอมความกันได้  เว้นแต่ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน  และ พระราชกำหนด  การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ดังนั้นความผิดที่ยอมความกันได้  ย่อมเจรจา  ไกล่เกลี่ย  กันได้ทุกชั้นศาล 

ตัวบทกฎหมายอันเกี่ยวกับความผิดคดีฉ้อโกง

 

มาตรา 341  ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
               

 

               มาตรา 342 ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำ
               (๑) แสดงตนเป็นคนอื่น หรือ
               (๒) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง
               ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              

 

               มาตรา 343  ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๔๑ ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
               ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา ๓๔๒ อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
              

 

               มาตรา 344 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้ประกอบการงานอย่างใด ๆ ให้แก่ตนหรือให้แก่บุคคลที่สาม โดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้น หรือโดยจะใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้นต่ำกว่าที่ตกลงกัน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              

 

               มาตรา 345  ผู้ใดสั่งซื้อและบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเข้าอยู่ในโรงแรม โดยรู้ว่าตนไม่สามารถชำระเงินค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม หรือค่าอยู่ในโรงแรมนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
               

 

               มาตรา 346  ผู้ใดเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม ชักจูงผู้หนึ่งผู้ใดให้จำหน่ายโดยเสียเปรียบซึ่งทรัพย์สิน โดยอาศัยเหตุที่ผู้ถูกชักจูงมีจิตอ่อนแอ หรือเป็นเด็กเบาปัญญา และไม่สามารถเข้าใจตามควรซึ่งสาระสำคัญแห่งการกระทำของตน จนผู้ถูกชักจูงจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
             

 

               มาตรา 347  ผู้ใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศภัย แกล้งทำให้เกิดเสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุที่เอาประกันภัย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              

                                 

                                 ผิดสัญญากับฉ้อโกงต่างกันตรงไหน คลิก

    1  ฉ้อโกงต้องเจตนาหลอกลวงแต่แรกเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน  เช่น หลอกลงทุนแต่ธุรกิจนั้นไม่มีอยู่จริง   แต่ผิดสัญญานั้นเป็นเรื่องไม่ทำตามสัญญาในภายหลัง  เช่น  การกู้เงินแล้วไม่ชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้

    2 ฉ้อโกงต้องด้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวง  แต่ผิดสัญญาอาจได้ไปซึ่ง บริการ หรือแรงงาน เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทรัพย์สินก็ได้

    3 ฉ้อโกงเป็นความผิดทางอาญาอันยอมความกันได้  แต่ผิดสัญญาเป็นความรับผิดทางแพ่ง

 

                         เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาหรือถูกฟ้องคดีฉ้อโกงต้องทำอย่างไร

    1 รวบรวมพยานหลักฐานว่าไม่ได้ทำผิด เช่น การประกอบธุรกิจนั้นจริง สัญญาต่างๆ 

    2 ปรึกษาทนายความ 

    3 หาหลักฐานตามที่ทนายแนะนำในการสู้คดี  รวมทั้งอาจต้องหาเงินประกันตัว

    4 จ้างทนายความเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล

           อุทธรณ์คดีฉ้อโกง คลิก

          ปรึกษาทนายคดีฉ้อโกงโทร 0838843287

 

 

 

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 271,136