ทนายอุทธรณ์คดีอาญา ปรึกษาอุทธรณ์คำพิพากษา

ทนายอุทธรณ์คดีอาญา | แพ้คดีอาญา ปรึกษาอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิด ถูกจำคุก หรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ต้องการอุทธรณ์คดีอาญา?

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว หากจำเลยหรือคู่ความเห็นว่าคำพิพากษามีประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ควรได้รับการพิจารณาใหม่ อาจมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย แต่ต้องตรวจเป็นรายคดีว่าประเด็นใดสามารถอุทธรณ์ได้ และมีข้อจำกัดในการอุทธรณ์หรือไม่ เพราะกฎหมายกำหนดข้อจำกัดสำหรับคดีบางประเภทไว้ด้วย

หากเพิ่งได้รับคำพิพากษา ไม่ควรรอจนใกล้ครบกำหนดอุทธรณ์ ควรนำคำพิพากษา คำฟ้อง คำให้การ พยานหลักฐาน และเอกสารสำคัญในคดีมาให้ทนายตรวจโดยเร็ว

ปรึกษาทนายอุทธรณ์คดีอาญา โทร 083-884-3287


แพ้คดีอาญา ต้องทำอย่างไร?

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ไม่ได้หมายความว่าคดีจะต้องสิ้นสุดลงทันทีทุกกรณี

หลักของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเปิดทางให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และต้องพิจารณาด้วยว่าคดีนั้นมีข้อห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายหรือไม่

สิ่งที่ควรทำหลังได้รับคำพิพากษา คือ

  1. ขอสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น

  2. ตรวจวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา

  3. รวบรวมคำฟ้อง คำให้การ และพยานหลักฐาน

  4. ตรวจว่าศาลวินิจฉัยให้มีความผิดจากพยานหลักฐานใด

  5. ตรวจว่ามีประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่สามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่

  6. หากถูกพิพากษาจำคุก ให้พิจารณาเรื่องการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ควบคู่กัน

  7. ให้ทนายเริ่มตรวจสำนวนและวางประเด็นอุทธรณ์โดยเร็ว

ได้รับคำพิพากษาคดีอาญาแล้ว โทร 083-884-3287


ทนายอุทธรณ์คดีอาญาทำอะไร?

การทำคดีในชั้นอุทธรณ์แตกต่างจากการต่อสู้คดีในศาลชั้นต้น

ในศาลชั้นต้น ประเด็นสำคัญมักอยู่ที่การนำพยานเข้าสืบ การถามค้าน การนำเอกสารเข้าสำนวน และการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

แต่เมื่อคดีเข้าสู่ชั้นอุทธรณ์ งานสำคัญคือการตรวจว่า

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอะไร และมีเหตุใดที่ควรโต้แย้งคำวินิจฉัยนั้น

ทนายอุทธรณ์จึงต้องอ่านทั้งคำพิพากษาและสำนวนเดิม ไม่ใช่เพียงรับฟังเรื่องจากจำเลยแล้วเริ่มเขียนอุทธรณ์ทันที


1. ตรวจคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คำพิพากษาเป็นเอกสารสำคัญที่สุดในการเริ่มตรวจคดีอุทธรณ์

ต้องดูว่า

  • ศาลรับฟังพยานโจทก์อย่างไร

  • ศาลไม่เชื่อพยานจำเลยเพราะเหตุใด

  • ข้อเท็จจริงใดที่ศาลถือว่ายุติแล้ว

  • ศาลใช้บทกฎหมายใด

  • ศาลวินิจฉัยองค์ประกอบความผิดอย่างไร

  • มีประเด็นใดที่ยังสามารถโต้แย้งได้

  • โทษที่ศาลกำหนดมีเหตุใดประกอบ

การจะตอบว่า “คดีนี้ควรอุทธรณ์ไหม” จึงควรเริ่มจากการอ่านคำพิพากษาจริง


2. ตรวจพยานหลักฐานในสำนวน

หลังอ่านคำพิพากษาแล้ว ต้องนำเหตุผลของศาลมาเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานในคดี เช่น

  • คำเบิกความผู้เสียหาย

  • คำเบิกความพยานโจทก์

  • คำเบิกความจำเลย

  • พยานบุคคลของฝ่ายจำเลย

  • เอกสาร

  • ภาพถ่าย

  • กล้องวงจรปิด

  • ข้อความสนทนา

  • หลักฐานการโอนเงิน

  • สัญญา

  • รายงานการตรวจพิสูจน์

  • ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

  • พยานแวดล้อมอื่น

บางคดีอาจมีพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยอยู่ในสำนวนแล้ว แต่ศาลชั้นต้นให้น้ำหนักแตกต่างจากที่จำเลยเห็น

ประเด็นดังกล่าวอาจนำมาพิจารณาว่าสามารถยกขึ้นอุทธรณ์ได้เพียงใด


อุทธรณ์คดีอาญาได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหรือไม่?

โดยหลัก การอุทธรณ์คดีอาญาอาจมีทั้งปัญหา ข้อเท็จจริง และ ข้อกฎหมาย แต่มีข้อจำกัดบางกรณีตามกฎหมาย จึงต้องตรวจฐานความผิด อัตราโทษ ผลคำพิพากษา และลักษณะประเด็นที่จะอุทธรณ์ก่อน

อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ตัวอย่างเช่น

  • พยานโจทก์มีข้อพิรุธหรือขัดแย้งกัน

  • ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์โดยตรง

  • พยานแวดล้อมยังไม่เพียงพอ

  • การระบุตัวจำเลยมีข้อสงสัย

  • หลักฐานทางเอกสารไม่เชื่อมโยงถึงจำเลย

  • คำเบิกความของพยานแตกต่างจากคำให้การเดิม

  • พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีเหตุสงสัยตามสมควร

  • มีพยานฝ่ายจำเลยที่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคดีที่จะสามารถอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้โดยไม่มีข้อจำกัด

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ กำหนดข้อจำกัดการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงสำหรับคดีที่มีอัตราโทษอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งมีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น เมื่อจำเลยถูกลงโทษจำคุก หรือศาลพิพากษาว่ามีความผิดในลักษณะที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา

ดังนั้นต้องตรวจเป็น รายคดี ไม่ควรสรุปจากชื่อข้อหาเพียงอย่างเดียว


อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย

บางคดีประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครพูดจริงหรือไม่จริง แต่อยู่ที่ว่า

ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่

ตัวอย่างประเด็น เช่น

  • การกระทำครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่

  • จำเลยมีเจตนาตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

  • เป็นเรื่องทางแพ่งหรือเป็นความผิดอาญา

  • คดีขาดอายุความหรือไม่

  • ผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์หรือไม่

  • โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

  • การใช้บทกฎหมายตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่

  • การรับฟังพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

  • กระบวนพิจารณามีปัญหาที่มีผลต่อคำพิพากษาหรือไม่

ทนายจึงต้องแยกให้ชัดว่าประเด็นใดเป็นข้อเท็จจริง และประเด็นใดเป็นข้อกฎหมาย


ถูกศาลพิพากษาจำคุก ต้องทำอย่างไร?

หากศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก เรื่องที่ต้องพิจารณาไม่ได้มีเพียงการเขียนอุทธรณ์เท่านั้น

แต่ควรพิจารณาพร้อมกันอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ

1. การอุทธรณ์คำพิพากษา

และ

2. การขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์

รายละเอียดของการปล่อยชั่วคราวขึ้นอยู่กับข้อหา โทษ พฤติการณ์แห่งคดี ความเสี่ยงในการหลบหนี หลักประกัน และปัจจัยอื่นตามที่ศาลพิจารณา จึงควรตรวจจากข้อเท็จจริงของแต่ละคดีโดยเฉพาะ

หากศาลเพิ่งอ่านคำพิพากษาและจำเลยถูกควบคุมตัว ควรรีบดำเนินการเรื่องสิทธิในการอุทธรณ์และการปล่อยชั่วคราวโดยไม่ปล่อยเวลาไว้นาน

คดีอาญาเร่งด่วน โทร 083-884-3287


การเขียนอุทธรณ์คดีอาญา ไม่ใช่การเล่าเรื่องใหม่ทั้งหมด

ข้อผิดพลาดที่พบได้คือคิดว่า เมื่อแพ้คดีในศาลชั้นต้นแล้ว สามารถเขียนเรื่องใหม่หรือเปลี่ยนแนวต่อสู้ทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ได้

ในทางปฏิบัติ การร่างอุทธรณ์ต้องพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในสำนวนและคำพิพากษาเป็นหลัก

จึงควรเขียนให้เห็นอย่างเป็นระบบว่า

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอย่างไร

ประเด็นใดที่ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วย

พยานหลักฐานส่วนใดในสำนวนสนับสนุน

หลักกฎหมายใดเกี่ยวข้อง

เหตุใดคำพิพากษาจึงควรเปลี่ยนแปลง

การเขียนเพียงว่า

“จำเลยไม่ได้กระทำความผิด”

หรือ

“ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ยุติธรรม”

โดยไม่ชี้ประเด็นจากคำพิพากษาและสำนวน ย่อมไม่ใช่วิธีวางอุทธรณ์ที่มีประสิทธิภาพ


อุทธรณ์เพื่อขอให้ศาลยกฟ้องได้หรือไม่?

หากมีประเด็นจากข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่สนับสนุนว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอ หรือการกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิด อาจยกเหตุเหล่านั้นขึ้นเป็นประเด็นอุทธรณ์เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย

แต่ไม่มีทนายคนใดควรรับประกันว่า “ยื่นแล้วศาลจะยกฟ้องแน่นอน”

ต้องตรวจสำนวนก่อนทุกครั้ง


หากรับสารภาพแล้ว ยังอุทธรณ์ได้หรือไม่?

คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีประเด็นใดให้พิจารณาในชั้นอุทธรณ์เลย

อาจต้องตรวจว่า

  • ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นความผิดหรือไม่

  • การลงโทษเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

  • มีเหตุเกี่ยวกับการกำหนดโทษหรือไม่

  • มีประเด็นข้อกฎหมายอื่นหรือไม่

แต่ขอบเขตการอุทธรณ์ย่อมแตกต่างจากคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธและมีการสืบพยานเต็มรูปแบบ

ดังนั้นควรนำ คำฟ้อง + คำพิพากษา มาให้ทนายตรวจเป็นกรณี ๆ ไป


อุทธรณ์เพื่อขอลดโทษได้หรือไม่?

บางคดีจำเลยอาจไม่ได้โต้แย้งทุกประเด็นเกี่ยวกับความผิด แต่ต้องการให้ตรวจว่ามีเหตุเกี่ยวกับโทษที่สามารถยกขึ้นอุทธรณ์ได้หรือไม่

ตัวอย่างข้อเท็จจริงที่อาจต้องตรวจประกอบ ได้แก่

  • ประวัติการกระทำความผิด

  • การรับสารภาพ

  • การชดใช้เยียวยาผู้เสียหาย

  • พฤติการณ์แห่งคดี

  • บทบาทของจำเลยในการกระทำความผิด

  • เหตุลดโทษตามกฎหมาย

  • เหตุเกี่ยวกับการรอการลงโทษหรือวิธีการลงโทษ

การจะอุทธรณ์เฉพาะเรื่องโทษหรือขอลดโทษได้เพียงใด ต้องตรวจจากคำพิพากษาและบทกฎหมายที่ใช้กับคดีนั้น


คดีประเภทใดปรึกษาทนายอุทธรณ์คดีอาญาได้?

สามารถนำคำพิพากษามาตรวจได้ในคดีอาญาหลายประเภท เช่น

  • คดีฉ้อโกง

  • คดียักยอกทรัพย์

  • คดีลักทรัพย์

  • คดีปลอมเอกสาร

  • คดีใช้เอกสารปลอม

  • คดีหมิ่นประมาท

  • คดีทำร้ายร่างกาย

  • คดีเกี่ยวกับเช็ค

  • คดีเกี่ยวกับทรัพย์

  • คดีเกี่ยวกับบริษัทและกรรมการ

  • คดีที่มีข้อพิพาททางธุรกิจประกอบ

  • คดีเกี่ยวกับเงินหรือการโอนเงิน

  • คดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับคดีแพ่ง

  • คดีอาญาประเภทอื่น

แต่การวางอุทธรณ์ของแต่ละข้อหาแตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น คดีฉ้อโกงอาจต้องพิจารณาเรื่อง เจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น ขณะที่คดียักยอกอาจมีประเด็นเกี่ยวกับ การครอบครองและการเบียดบังทรัพย์

จึงไม่ควรใช้แนวทางอุทธรณ์แบบเดียวกันกับทุกคดี


คดีฉ้อโกงแพ้ศาลชั้นต้น อุทธรณ์อะไรได้บ้าง?

ในคดีฉ้อโกง ประเด็นหนึ่งที่มักต้องตรวจคือพฤติการณ์ตั้งแต่ก่อนและขณะได้ทรัพย์ไป

เช่น

  • มีการหลอกลวงจริงหรือไม่

  • ข้อความที่กล่าวเป็นเท็จหรือไม่

  • ผู้เสียหายหลงเชื่อเพราะข้อความดังกล่าวหรือไม่

  • มีการส่งมอบทรัพย์เพราะการหลอกลวงหรือไม่

  • มีเจตนาทุจริตในเวลาที่เกี่ยวข้องหรือไม่

  • หรือแท้จริงเป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่ง

หากคำพิพากษาศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเหล่านี้ไว้ ต้องตรวจพยานหลักฐานในสำนวนเปรียบเทียบกับเหตุผลของศาลก่อนวางอุทธรณ์


คดียักยอกแพ้คดี อุทธรณ์อย่างไร?

คดียักยอกมักต้องพิจารณาว่า

  • ทรัพย์มาอยู่ในความครอบครองของจำเลยอย่างไร

  • เป็นทรัพย์ของผู้เสียหายหรือมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือไม่

  • มีการเบียดบังหรือไม่

  • มีเจตนาทุจริตหรือไม่

  • เป็นความผิดอาญาหรือเป็นเพียงข้อพิพาททางแพ่ง

  • มีเอกสารหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์อย่างไร

การอุทธรณ์จึงควรเจาะไปที่องค์ประกอบความผิดและพยานหลักฐานจริงในสำนวน


คดีปลอมเอกสารหรือใช้เอกสารปลอม

คดีเกี่ยวกับเอกสารอาจมีประเด็นละเอียด เช่น

  • ใครเป็นผู้จัดทำเอกสาร

  • ใครลงลายมือชื่อ

  • จำเลยรู้หรือไม่ว่าเอกสารเป็นเอกสารปลอม

  • มีเจตนาใช้เอกสารในลักษณะใด

  • พยานผู้เชี่ยวชาญหรือผลตรวจพิสูจน์มีน้ำหนักเพียงใด

  • พยานแวดล้อมเชื่อมโยงถึงจำเลยหรือไม่

หากมีผลตรวจลายมือชื่อหรือเอกสารทางนิติวิทยาศาสตร์ ควรนำมาตรวจประกอบคำพิพากษาด้วย


เอกสารอะไรบ้างที่ควรส่งให้ทนายตรวจอุทธรณ์?

หากต้องการประเมินคดีเบื้องต้น ควรเตรียม

สำคัญที่สุด

1. คำพิพากษาศาลชั้นต้น

2. คำฟ้อง

3. คำให้การของจำเลย

จากนั้นหากมี ควรเพิ่ม

  • รายงานกระบวนพิจารณา

  • บัญชีระบุพยาน

  • เอกสารที่ใช้เป็นพยาน

  • สำเนาคำเบิกความพยาน

  • คำแถลงการณ์ปิดคดี

  • เอกสารเกี่ยวกับการประกันตัว

  • เอกสารเกี่ยวกับค่าเสียหายหรือการชดใช้

  • เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง

หากเอกสารยังไม่ครบ สามารถเริ่มตรวจจาก คำพิพากษา + คำฟ้อง ก่อน แล้วจึงพิจารณาว่าต้องใช้เอกสารส่วนใดเพิ่ม


อย่ารอจนใกล้หมดเวลาอุทธรณ์

การร่างอุทธรณ์คดีอาญาต้องใช้เวลาอ่านคำพิพากษา ตรวจสำนวน แยกประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และบางคดีต้องค้นแนวคำพิพากษาศาลฎีกาประกอบ

หลักเกณฑ์เรื่องกำหนดเวลาอุทธรณ์อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และควรตรวจวันที่อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาของคดีนั้นอย่างเคร่งครัดก่อนดำเนินการ

ดังนั้น หากมีคำพิพากษาแล้วควรเริ่มตรวจทันที ไม่ควรรอจนเหลือเวลาเพียงไม่กี่วัน

ได้รับคำพิพากษาแล้ว โทร 083-884-3287


เปลี่ยนทนายตอนอุทธรณ์ได้หรือไม่?

หากคดีศาลชั้นต้นดำเนินการโดยทนายคนเดิม แต่ภายหลังต้องการให้ทนายอีกคนตรวจคำพิพากษาหรือดำเนินการในชั้นอุทธรณ์ สามารถพิจารณาแต่งตั้งทนายสำหรับการดำเนินคดีในชั้นต่อไปได้ตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

สิ่งสำคัญคือทนายคนใหม่ควรมีเวลาเพียงพอในการตรวจสำนวนเดิม

หากนำมาให้ตรวจใกล้วันครบกำหนดมากเกินไป อาจทำให้มีเวลาวิเคราะห์และจัดทำอุทธรณ์จำกัด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอุทธรณ์คดีอาญา

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก ยังอุทธรณ์ได้หรือไม่?

อาจอุทธรณ์ได้ตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยต้องตรวจประเภทคดี ประเด็นที่จะอุทธรณ์ และข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนด

อุทธรณ์แล้วต้องติดคุกเลยหรือไม่?

ต้องแยกเรื่องการอุทธรณ์ออกจากเรื่องการปล่อยชั่วคราว หากถูกพิพากษาจำคุกควรตรวจเรื่องการขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์โดยเร็วตามข้อเท็จจริงของคดี

ทนายใหม่รับทำเฉพาะอุทธรณ์ได้ไหม?

สามารถให้ทนายคนใหม่ตรวจคำพิพากษาและสำนวนเพื่อพิจารณาการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้ โดยควรจัดส่งเอกสารเดิมให้ครบที่สุด

ถ้าไม่มีคำเบิกความพยานทั้งหมด ปรึกษาได้ไหม?

ได้ สามารถเริ่มจากคำพิพากษา คำฟ้อง และเอกสารสำคัญก่อน จากนั้นจึงพิจารณาว่าต้องขอสำเนาส่วนใดจากสำนวนเพิ่มเติม

อุทธรณ์แล้วรับประกันว่าจะยกฟ้องได้หรือไม่?

ไม่สามารถรับประกันผลคดีได้ ผลขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ประเด็นที่กฎหมายอนุญาตให้อุทธรณ์ และการวินิจฉัยของศาล

รับสารภาพแล้วอุทธรณ์ได้ไหม?

ต้องตรวจว่าประเด็นที่จะอุทธรณ์คืออะไร เช่น ปัญหาข้อกฎหมายหรือประเด็นเกี่ยวกับโทษ ไม่ควรสรุปจากการรับสารภาพเพียงอย่างเดียว

อุทธรณ์เพื่อขอลดโทษอย่างเดียวได้หรือไม่?

บางคดีอาจมีประเด็นเกี่ยวกับโทษที่สามารถขอให้ตรวจได้ แต่ต้องพิจารณาคำพิพากษาและข้อกฎหมายของคดีเป็นรายกรณี


ปรึกษาทนายอุทธรณ์คดีอาญา

หากคุณหรือญาติ

ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด

ถูกพิพากษาจำคุก

ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ต้องการเปลี่ยนทนายในชั้นอุทธรณ์

ต้องการตรวจว่ามีประเด็นอุทธรณ์หรือไม่

ต้องการให้ตรวจคำพิพากษาและพยานหลักฐาน

หรือ

ต้องการดำเนินการเรื่องประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

ควรรีบนำเอกสารมาปรึกษาก่อนครบกำหนดตามกฎหมาย

ส่งข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประเมินคดี

  • คำพิพากษาศาลชั้นต้น

  • คำฟ้อง

  • วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา

  • เป็นจำเลยหรือโจทก์

  • ผลคำพิพากษาโดยสรุป

  • ประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา

ปรึกษาทนายอุทธรณ์คดีอาญา โทร 083-884-3287

มีคำพิพากษาแล้ว อย่ารอจนใกล้หมดเวลาอุทธรณ์

Visitors: 257,727