เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 มีอะไรบ้าง? พร้อมตัวอย่างคดีและคำพิพากษาศาลฎีกา

เหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

1. คู่สมรสอุปการะหรือยกย่องผู้อื่นฉันสามีหรือภริยา หรือมีชู้

หากสามีหรือภรรยามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับบุคคลอื่น หรือแสดงตนอยู่กินกับบุคคลอื่นเสมือนคู่สมรส อีกฝ่ายสามารถนำมาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้

ตัวอย่าง

  • อยู่กินกับบุคคลอื่น
  • เปิดเผยความสัมพันธ์ต่อสาธารณะ
  • มีบุตรกับบุคคลอื่น
  • เช่าบ้านอยู่ร่วมกัน

2. ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

แม้ไม่ถึงขั้นมีชู้ แต่หากมีพฤติกรรมที่ร้ายแรงจนทำให้ชีวิตสมรสไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ก็อาจเป็นเหตุฟ้องหย่า เช่น

  • เล่นการพนันอย่างหนัก
  • ติดยาเสพติด
  • ดื่มสุราเรื้อรัง
  • กระทำผิดอาญาร้ายแรง
  • ใช้ชีวิตเสื่อมเสียอย่างต่อเนื่อง

3. ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจอย่างร้ายแรง

หากคู่สมรสใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น

  • ทำร้ายร่างกาย
  • ข่มขู่
  • กักขัง
  • ด่าทออย่างรุนแรง
  • ใช้ความรุนแรงในครอบครัว

อีกฝ่ายสามารถใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้


4. จงใจละทิ้งร้างเกิน 1 ปี

หากคู่สมรส

  • หนีออกจากบ้าน
  • ไม่กลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน
  • ไม่ติดต่อ
  • ไม่ส่งเสียเลี้ยงดู

ติดต่อกันเกิน 1 ปี โดยไม่มีเหตุอันสมควร อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องหย่าได้


5. แยกกันอยู่เกิน 3 ปี

กรณีคู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่โดยไม่มีการกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันติดต่อกันเกิน 3 ปี ก็เป็นเหตุฟ้องหย่าได้เช่นกัน


6. ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือหายไปเกิน 3 ปี

หากคู่สมรสสูญหาย ไม่ทราบว่าเป็นหรือตาย และมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนด อีกฝ่ายสามารถยื่นฟ้องหย่าได้


7. ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู

คู่สมรสมีหน้าที่อุปการะกันตามกฎหมาย หากฝ่ายหนึ่งจงใจไม่เลี้ยงดู ปล่อยให้อีกฝ่ายเดือดร้อน หรือทอดทิ้งครอบครัว ก็อาจเป็นเหตุฟ้องหย่าได้


8. วิกลจริตต่อเนื่องเกิน 3 ปี

หากคู่สมรสเป็นผู้วิกลจริตติดต่อกันเกิน 3 ปี และไม่มีโอกาสกลับคืนสู่ภาวะปกติ อีกฝ่ายสามารถยื่นฟ้องหย่าได้


9. ฝ่าฝืนทัณฑ์บนหรือคำพิพากษาศาล

เช่น ศาลเคยมีคำสั่งให้เลิกพฤติกรรมบางอย่าง แต่ยังคงฝ่าฝืนจนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้


10. มีโรคติดต่อร้ายแรง

หากเป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง มีลักษณะเรื้อรัง และอาจเป็นอันตรายต่อคู่สมรสหรือครอบครัว โดยโรคนั้นมีอยู่ก่อนสมรสและอีกฝ่ายไม่ทราบ ก็อาจเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย


11. มีความพิการจนไม่อาจอยู่กินฉันสามีภริยาได้

หากเกิดความพิการหรือสภาพร่างกายที่ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตสมรสได้อย่างปกติ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย อาจใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้


หากไม่มีเหตุฟ้องหย่าจะทำอย่างไร

หากคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ยินยอมที่จะหย่า สามารถดำเนินการ จดทะเบียนหย่า ณ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องศาล

แต่หากอีกฝ่าย ไม่ยินยอมหย่า ผู้ประสงค์จะหย่าจะต้องพิสูจน์ต่อศาลว่ามีเหตุฟ้องหย่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 จึงจะสามารถขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าได้

 

 

หลักฐานที่ใช้พิสูจน์เหตุฟ้องหย่า

 

การฟ้องหย่าต่อศาล ผู้ฟ้องจะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่ามีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย โดยหลักฐานที่ใช้จะแตกต่างกันไปตามเหตุฟ้องหย่าในแต่ละคดี ยิ่งมีหลักฐานที่ชัดเจน ครบถ้วน และน่าเชื่อถือ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษาให้หย่าได้

 

หลักฐานที่นิยมใช้ในคดีฟ้องหย่า ได้แก่

 

  • ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ เช่น ภาพการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น ภาพการทำร้ายร่างกาย หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุฟ้องหย่า
  • ข้อความแชต อีเมล หรือข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น LINE, Facebook Messenger, WhatsApp หรือ SMS ที่แสดงถึงการมีชู้ การข่มขู่ หรือการยอมรับข้อเท็จจริง
  • พยานบุคคล เช่น ญาติ เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรือบุคคลที่พบเห็นเหตุการณ์โดยตรง ซึ่งสามารถมาเบิกความต่อศาลได้
  • เอกสารทางการเงิน เช่น รายการเดินบัญชี สลิปโอนเงิน หรือหลักฐานที่แสดงการไม่อุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสหรือบุตร
  • เอกสารทางราชการและเอกสารทางการแพทย์ เช่น ใบรับรองแพทย์ บันทึกประจำวันของตำรวจ หรือคำพิพากษาในคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง
  • หลักฐานการละทิ้งร้าง เช่น หนังสือทวงถาม หนังสือบอกกล่าว หลักฐานการแยกกันอยู่ หรือพยานที่ยืนยันว่าคู่สมรสไม่ได้อยู่ร่วมกันตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

 

ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน ไม่ได้ตัดสินจากหลักฐานเพียงชิ้นเดียว ดังนั้น ก่อนยื่นฟ้องหย่า ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริงและตรวจสอบว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอต่อการพิสูจน์เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่

 

คำแนะนำ: หากคุณยังไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีสามารถใช้ฟ้องหย่าได้หรือไม่ ควรให้ทนายความตรวจสอบก่อนดำเนินคดี เพื่อวางแนวทางการรวบรวมพยานหลักฐานและป้องกันการเสียสิทธิ์ในชั้นศาล.

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่า

แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีความสำคัญในการตีความเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละคดี ไม่ใช่อาศัยเพียงคำกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

1. คดีมีชู้หรือยกย่องผู้อื่นฉันสามีภริยา

ศาลฎีกาวางหลักว่า การมีเพียงความสนิทสนมหรือการติดต่อกัน ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นชู้ ผู้ฟ้องต้องมีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่ชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวหรืออยู่กินฉันสามีภริยา

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2552

 

ประเด็น: การอุปการะและยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่คู่สมรสอุปการะเลี้ยงดูและแสดงตนยกย่องบุคคลอื่นเสมือนเป็นคู่สมรสอย่างเปิดเผย ย่อมเข้าลักษณะเป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) แม้จะไม่มีการจดทะเบียนสมรสกับบุคคลนั้นก็ตาม 

 

2. คดีทำร้ายร่างกายคู่สมรส

หากมีการใช้ความรุนแรงเป็นประจำ หรือทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ศาลอาจเห็นว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นเหตุฟ้องหย่าได้

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13082/2558

 

ประเด็น: การทำร้ายและเหยียดหยามคู่สมรส

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การดูหมิ่น เหยียดหยาม และทำร้ายร่างกายหรือจิตใจคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง จนอีกฝ่ายไม่อาจทนใช้ชีวิตสมรสร่วมกันได้ ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (3) 

 

3. คดีละทิ้งร้าง

การออกจากบ้านโดยไม่กลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่อุปการะเลี้ยงดู และไม่มีเหตุอันสมควรติดต่อกันเกินหนึ่งปี อาจถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างตามกฎหมาย แต่หากแยกกันอยู่เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้บีบบังคับหรือขับไล่ ศาลอาจไม่ถือว่าผู้ที่ออกจากบ้านเป็นฝ่ายละทิ้งร้าง

4. คดีไม่อุปการะเลี้ยงดู

การไม่ส่งเสียเลี้ยงดูคู่สมรสหรือบุตรเป็นเวลานาน โดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ หากทำให้อีกฝ่ายได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร

5. คดีประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

แม้การกระทำจะไม่เป็นความผิดอาญา แต่หากเป็นพฤติกรรมที่ทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ต่อไปได้ ศาลอาจรับฟังว่าเป็นเหตุฟ้องหย่า

6. คดีแยกกันอยู่เกิน 3 ปี

หากคู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ตามปกติสุข และแยกกันต่อเนื่องเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้

7. คดีถูกจำคุกเกิน 1 ปี

หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถูกจำคุกเกินหนึ่งปี และการอยู่ร่วมกันต่อไปก่อให้เกิดความเสียหายหรือความเดือดร้อนเกินสมควร อีกฝ่ายสามารถใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้

8. คดีวิกลจริต

ศาลจะพิจารณาจากหลักฐานทางการแพทย์ประกอบกับข้อเท็จจริงว่าความวิกลจริตเป็นต่อเนื่องเกินสามปี มีลักษณะยากจะหาย และไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้

9. คดีโรคติดต่อร้ายแรง

การเป็นโรคติดต่อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องเป็นโรคที่มีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางรักษาให้หาย และอาจเป็นอันตรายต่อคู่สมรสอีกฝ่าย จึงจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1516

10. คดีไม่สามารถร่วมประเวณีได้ตลอดกาล

หากมีสภาพแห่งกายที่ทำให้ไม่สามารถร่วมประเวณีได้ตลอดกาล และพิสูจน์ได้ตามหลักฐานทางการแพทย์ ศาลอาจมีคำพิพากษาให้หย่าได้ 

 

แนววินิจฉัยของศาลฎีกา

 

จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา จะเห็นได้ว่าศาลให้ความสำคัญกับ ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน มากกว่าคำกล่าวอ้างของคู่ความ ดังนั้น ผู้ที่ประสงค์จะฟ้องหย่าควรเตรียมหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย ข้อความแชต คลิปวิดีโอ พยานบุคคล หรือเอกสารอื่นที่สามารถพิสูจน์เหตุฟ้องหย่าได้อย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มโอกาสที่ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษาให้หย่า 

 

คำถามที่พบบ่อย 

ฟ้องหย่าต้องมีเหตุหรือไม่?

หากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายยินยอมหย่า สามารถจดทะเบียนหย่าได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล แต่หากอีกฝ่ายไม่ยินยอม ผู้ฟ้องจะต้องมีเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516

ฟ้องหย่าใช้เวลานานเท่าไร?

หากทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ คดีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่หากมีข้อพิพาทเรื่องสินสมรส สิทธิเลี้ยงดูบุตร หรือมีการสืบพยานหลายปาก คดีอาจใช้เวลานานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและกระบวนการของศาล

ฟ้องหย่าต้องใช้อะไรบ้าง?

โดยทั่วไปต้องเตรียมทะเบียนสมรส บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุฟ้องหย่า และเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือบุตร หากมีข้อพิพาท

สามีหรือภรรยามีชู้ ฟ้องหย่าได้หรือไม่?

ได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าคู่สมรสมีชู้หรืออุปการะยกย่องบุคคลอื่นฉันสามีภริยา ซึ่งเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย

ไม่มีทะเบียนสมรส ฟ้องหย่าได้หรือไม่?

ไม่ได้ เพราะการฟ้องหย่าใช้ได้เฉพาะกรณีที่มีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย หากไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะไม่สามารถฟ้องหย่าได้ แต่ยังอาจมีสิทธิเรียกร้องในประเด็นอื่น เช่น สิทธิของบุตรหรือทรัพย์สิน ตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

ฟ้องหย่าแล้วแบ่งสินสมรสอย่างไร?

โดยหลัก สินสมรสเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ซึ่งศาลจะพิจารณาแบ่งตามกฎหมายและข้อเท็จจริงของแต่ละคดี รวมถึงพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ

ฟ้องหย่าแล้วใครได้สิทธิเลี้ยงดูบุตร?

ศาลจะพิจารณาจากประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นสำคัญ เช่น อายุของบุตร ความสามารถในการเลี้ยงดู ฐานะ ความพร้อมของแต่ละฝ่าย และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

สามารถฟ้องหย่าและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูพร้อมกันได้หรือไม่?

ได้ ในคดีเดียวกันผู้ฟ้องสามารถขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู การใช้อำนาจปกครองบุตร และการแบ่งสินสมรสได้ หากมีคำขอดังกล่าวในคำฟ้อง

ต้องจ้างทนายฟ้องหย่าหรือไม่?

กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีทนายความ แต่คดีหย่ามักเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายและสิทธิหลายด้าน เช่น สินสมรส บุตร และค่าอุปการะ การมีทนายความช่วยดำเนินคดีและรวบรวมพยานหลักฐานจะช่วยลดความผิดพลาดและปกป้องสิทธิของผู้ฟ้องได้ดียิ่งขึ้น

ปรึกษาทนายฟ้องหย่าก่อนยื่นฟ้องได้หรือไม่?

ได้ การปรึกษาทนายความก่อนยื่นฟ้องจะช่วยประเมินว่ามีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่ ตรวจสอบพยานหลักฐาน และวางแนวทางดำเนินคดีให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ.

Visitors: 255,981