ทนายคดีละเมิด | ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน เรียกค่าเสียหาย

ทนายคดีละเมิด | ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน เรียกค่าเสียหาย 

คดีละเมิดคืออะไร? ทำไมควรปรึกษาทนายคดีละเมิด

ในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจหรือโดยเจตนา เช่น การขับรถชน การทำร้ายร่างกาย การทำให้ทรัพย์สินเสียหาย การหมิ่นประมาท การปลูกสร้างอาคารจนกระทบทรัพย์สินของเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่การกระทำโดยประมาทของผู้ประกอบวิชาชีพ เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทน จากผู้ก่อให้เกิดความเสียหายตามกฎหมาย ซึ่งเรียกว่า คดีละเมิด

แม้ว่าคดีละเมิดจะเป็นคดีแพ่ง แต่ในหลายกรณีก็เกี่ยวข้องกับคดีอาญาด้วย เช่น คดีทำร้ายร่างกาย คดีขับรถโดยประมาท หรือคดีหมิ่นประมาท ทำให้การวางแผนดำเนินคดีจำเป็นต้องอาศัยความรู้ทั้งด้านกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา

หากคุณได้รับความเสียหาย หรือถูกฟ้องว่าเป็นผู้กระทำละเมิด การปรึกษา ทนายคดีละเมิด ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถประเมินสิทธิ หน้าที่ หลักฐาน และแนวทางดำเนินคดีได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงในการเสียสิทธิเรียกร้องหรือการรับผิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด


คดีละเมิดคืออะไร

คดีละเมิด คือ คดีที่เกิดจากการที่บุคคลหนึ่งกระทำโดย จงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อ ต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย จนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด และผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน

หลักกฎหมายสำคัญอยู่ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งเป็นบทบัญญัติพื้นฐานของกฎหมายละเมิดในประเทศไทย

กล่าวโดยง่าย หากบุคคลใดทำให้ผู้อื่นเสียหายโดยการกระทำที่กฎหมายไม่อนุญาต บุคคลนั้นย่อมมีหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย


องค์ประกอบของการละเมิด

ก่อนจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ศาลจะพิจารณาว่าครบองค์ประกอบของการละเมิดหรือไม่ โดยทั่วไปประกอบด้วย 4 ประการ ดังนี้

1. มีการกระทำ

การละเมิดต้องเกิดจาก "การกระทำ"

การกระทำอาจเป็น

  • การลงมือกระทำโดยตรง
  • การงดเว้นไม่กระทำ ทั้งที่มีหน้าที่ต้องกระทำ
  • การใช้บุคคลอื่นเป็นเครื่องมือ
  • การใช้ทรัพย์สินหรือสัตว์ก่อให้เกิดความเสียหาย

ตัวอย่าง เช่น

  • ขับรถชนผู้อื่น
  • ปล่อยสุนัขกัดคน
  • ไม่ซ่อมอาคารที่ชำรุดจนพังใส่คน
  • ไม่ปิดหลุมก่อสร้างจนมีผู้ตกลงไปได้รับบาดเจ็บ

2. เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

การกระทำโดยจงใจ

หมายถึง ผู้กระทำรู้ผลที่จะเกิดขึ้นและต้องการให้เกิดผลนั้น

ตัวอย่าง

  • ทำร้ายร่างกาย
  • ทุบรถของผู้อื่น
  • เผาทรัพย์สิน
  • เผยแพร่ข้อมูลเท็จเพื่อให้เสียชื่อเสียง

การกระทำโดยประมาทเลินเล่อ

หมายถึง ผู้กระทำไม่ได้ต้องการให้เกิดความเสียหาย แต่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควร

ตัวอย่าง

  • ขับรถเร็วเกินกำหนด
  • ฝ่าไฟแดง
  • ปล่อยวัสดุก่อสร้างตกจากอาคาร
  • แพทย์วินิจฉัยผิดจากความประมาท
  • ผู้รับเหมาปล่อยเศษวัสดุหล่นใส่คนเดินผ่าน

คดีละเมิดส่วนใหญ่ในศาลไทยมักเกิดจาก "ความประมาท" มากกว่าการจงใจ


3. เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ไม่ใช่ว่าความเสียหายทุกกรณีจะเป็นละเมิด

หากการกระทำนั้นได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เช่น

  • ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
  • กระทำตามอำนาจหน้าที่
  • ผู้เสียหายยินยอม

อาจไม่ต้องรับผิดฐานละเมิด

ตัวอย่าง

เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังตามสมควรในการจับกุมผู้กระทำผิด

หรือ

บุคคลป้องกันตนเองจากการถูกทำร้ายจนอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ

กรณีเช่นนี้ ศาลจะพิจารณาว่าการกระทำนั้นเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่


4. มีความเสียหายเกิดขึ้นจริง

ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเกิดความเสียหายจริง

ความเสียหายอาจเป็น

ความเสียหายต่อร่างกาย

เช่น

  • ค่ารักษาพยาบาล
  • ค่าผ่าตัด
  • ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์
  • ค่าเสียหายจากการพิการ

ความเสียหายต่อทรัพย์สิน

เช่น

  • รถยนต์เสียหาย
  • บ้านเสียหาย
  • เครื่องจักรเสียหาย
  • โทรศัพท์มือถือแตก

ความเสียหายต่อชื่อเสียง

เช่น

  • ถูกหมิ่นประมาท
  • ถูกเผยแพร่ข้อมูลเท็จ
  • ถูกกล่าวหาโดยไม่มีมูล

ความเสียหายจากการขาดรายได้

เช่น

  • ไม่สามารถทำงานได้
  • ต้องหยุดกิจการ
  • สูญเสียรายได้ระหว่างรักษาตัว

ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับความเสียหาย

นอกจากต้องมีความเสียหายแล้ว ยังต้องพิสูจน์ว่า

ความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำของจำเลยโดยตรง

ตัวอย่าง

หากรถ A ชนรถ B แล้วรถ B พุ่งไปชนร้านค้า

ศาลจะพิจารณาว่า

  • ความเสียหายของรถ B
  • ความเสียหายของร้านค้า

เกิดจากการกระทำของ A หรือไม่

หากไม่มีความสัมพันธ์กัน ผู้ฟ้องอาจเรียกค่าเสียหายไม่ได้


ตัวอย่างคดีละเมิดที่พบได้บ่อย

1. คดีอุบัติเหตุรถยนต์

เป็นคดีละเมิดที่พบมากที่สุด

ตัวอย่าง

  • รถชน
  • รถจักรยานยนต์ชน
  • รถบรรทุกชน
  • รถโดยสารเกิดอุบัติเหตุ

ผู้เสียหายสามารถเรียกร้อง

  • ค่าซ่อมรถ
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
  • ค่ารักษาพยาบาล
  • ค่าเสียรายได้
  • ค่าเสียหายอื่นตามกฎหมาย

2. คดีทำร้ายร่างกาย

แม้ผู้กระทำจะถูกดำเนินคดีอาญาแล้ว

ผู้เสียหายยังสามารถฟ้องเรียก

  • ค่ารักษาพยาบาล
  • ค่าขาดรายได้
  • ค่าเสียหายจากการบาดเจ็บ
  • ค่าเสียหายอื่นตามกฎหมาย

ได้อีกต่างหาก


3. คดีทรัพย์สินเสียหาย

เช่น

  • รถถูกชน
  • บ้านถูกชน
  • กำแพงพัง
  • เครื่องจักรเสียหาย
  • ไฟไหม้จากบ้านข้างเคียง

4. คดีหมิ่นประมาท

ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ แม้ว่าจะมีการดำเนินคดีอาญาหรือไม่ก็ตาม

ตัวอย่าง

  • โพสต์ข้อความเท็จ
  • รีวิวเท็จ
  • กล่าวหาในสื่อออนไลน์
  • กล่าวหาต่อบุคคลอื่นจนเสียชื่อเสียง

5. คดีความเสียหายจากงานก่อสร้าง

เช่น

  • บ้านทรุด
  • กำแพงแตกร้าว
  • เสาเข็มกระทบอาคารข้างเคียง
  • น้ำรั่วจากโครงการก่อสร้าง

คดีประเภทนี้มักต้องอาศัย

  • วิศวกร
  • ผู้เชี่ยวชาญ
  • ภาพถ่าย
  • รายงานตรวจสอบอาคาร

เพื่อพิสูจน์ความเสียหาย


ทำไมควรมีทนายคดีละเมิด

แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้บุคคลฟ้องคดีด้วยตนเอง แต่คดีละเมิดจำนวนมากมีความซับซ้อน ทั้งในด้านข้อเท็จจริง การรวบรวมพยานหลักฐาน และการประเมินมูลค่าความเสียหาย หากดำเนินคดีโดยไม่มีการเตรียมตัวที่ดี อาจทำให้เรียกค่าเสียหายได้ไม่ครบ หรือในฐานะจำเลยอาจต้องรับผิดเกินกว่าที่ควร

ทนายคดีละเมิดสามารถช่วยได้ เช่น

  • วิเคราะห์ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงของคดี
  • ประเมินโอกาสชนะคดีและความเสี่ยง
  • รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานที่จำเป็น
  • คำนวณค่าสินไหมทดแทนให้สอดคล้องกับกฎหมายและแนวคำพิพากษา
  • เจรจาประนีประนอมก่อนฟ้องคดี หากเป็นประโยชน์ต่อคู่ความ
  • เป็นตัวแทนในการดำเนินคดีต่อศาลและติดตามการบังคับคดีเมื่อมีคำพิพากษา

การได้รับคำปรึกษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมักช่วยลดเวลา ค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการได้รับผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

ค่าสินไหมทดแทนคืออะไร

เมื่อมีการกระทำละเมิดเกิดขึ้น ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้กระทำละเมิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อเป็นการลงโทษ แต่เพื่อทำให้ผู้เสียหายกลับคืนสู่ฐานะใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุให้มากที่สุด

ดังนั้น ศาลจะพิจารณาจาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และหลักฐานที่ผู้เสียหายนำมาแสดง ไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่ผู้เสียหายเรียกร้อง


ค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้

การเรียกค่าสินไหมทดแทนแตกต่างกันไปตามลักษณะของคดี แต่โดยทั่วไปอาจเรียกร้องได้ดังนี้

ประเภทความเสียหายตัวอย่าง
ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าห้อง ค่าแพทย์ ค่าผ่าตัด
ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่าซ่อมรถ ค่าซ่อมบ้าน ค่าเปลี่ยนทรัพย์สิน
ค่าขาดรายได้ ขาดรายได้ระหว่างพักรักษาตัว
ค่าเสียโอกาส ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ
ค่าใช้จ่ายจำเป็น ค่าเดินทาง ค่าผู้ดูแล ค่ากายภาพบำบัด
ค่าเสียหายกรณีเสียชีวิต ค่าปลงศพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุคคลที่กฎหมายกำหนด

1. ค่ารักษาพยาบาล

หากผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ สามารถเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น

  • ค่าแพทย์
  • ค่าผ่าตัด
  • ค่ายา
  • ค่าห้องพักโรงพยาบาล
  • ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์
  • ค่ากายภาพบำบัด
  • ค่าเดินทางไปรักษา (ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น)

ผู้เสียหายควรเก็บ

  • ใบเสร็จรับเงิน
  • ใบรับรองแพทย์
  • เวชระเบียน
  • ใบนัดรักษา

ไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง


2. ค่าเสียหายจากการขาดรายได้

หากผู้เสียหายไม่สามารถทำงานได้เพราะการบาดเจ็บ

สามารถเรียกร้องได้ เช่น

  • เงินเดือนที่ไม่ได้รับ
  • รายได้จากการประกอบธุรกิจ
  • รายได้จากการรับจ้าง
  • รายได้จากวิชาชีพอิสระ

ตัวอย่าง

เจ้าของร้านอาหารต้องปิดร้าน 2 เดือน

สามารถนำ

  • รายการเดินบัญชี
  • แบบภาษี
  • รายรับย้อนหลัง
  • เอกสารทางบัญชี

มาแสดงต่อศาลได้


3. ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน

หากทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

สามารถเรียกร้อง เช่น

  • ค่าซ่อมรถยนต์
  • ค่าซ่อมจักรยานยนต์
  • ค่าซ่อมบ้าน
  • ค่าเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์
  • ค่าเปลี่ยนเครื่องจักร
  • ค่าเปลี่ยนสินค้า

หากซ่อมไม่ได้

ศาลอาจกำหนดให้ชดใช้ตามมูลค่าทรัพย์สินในขณะเกิดเหตุ


4. ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สิน

เป็นค่าเสียหายที่หลายคนมองข้าม

ตัวอย่าง

รถยนต์ถูกชน

แม้บริษัทประกันจะซ่อมรถให้แล้ว

แต่ระหว่างซ่อม

เจ้าของรถอาจเรียก

  • ค่ารถเช่า
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

ได้ หากพิสูจน์ได้ว่ามีความจำเป็นและเกิดความเสียหายจริง


5. ค่าเสียหายจากการพิการหรือสูญเสียสมรรถภาพ

หากผู้เสียหาย

  • พิการ
  • สูญเสียอวัยวะ
  • สูญเสียความสามารถในการทำงาน

ศาลจะพิจารณา

  • อายุ
  • อาชีพ
  • รายได้
  • ระดับความพิการ
  • ผลกระทบในอนาคต

ประกอบการกำหนดค่าสินไหมทดแทน


6. กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย

หากผู้เสียหายเสียชีวิตจากการละเมิด

บุคคลที่กฎหมายกำหนด เช่น

  • คู่สมรส
  • บุตร
  • บิดามารดา

อาจมีสิทธิเรียกร้อง เช่น

  • ค่าปลงศพ
  • ค่าใช้จ่ายก่อนเสียชีวิต
  • ค่าอุปการะเลี้ยงดู
  • ค่าเสียหายอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

ผู้เสียหายมีหน้าที่พิสูจน์ความเสียหาย

ในคดีละเมิด

ศาลไม่ได้กำหนดค่าเสียหายโดยอัตโนมัติ

ผู้ฟ้องต้องนำพยานหลักฐานมาแสดง เช่น

  • ใบเสร็จ
  • ใบรับรองแพทย์
  • ภาพถ่าย
  • คลิปวิดีโอ
  • หนังสือรับรองเงินเดือน
  • สลิปเงินเดือน
  • รายการเดินบัญชี
  • เอกสารทางบัญชี
  • พยานบุคคล

ยิ่งหลักฐานครบถ้วน

โอกาสได้รับค่าเสียหายครบถ้วนก็ยิ่งสูง


อายุความฟ้องคดีละเมิด

อายุความเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากปล่อยให้พ้นกำหนด แม้จะได้รับความเสียหายจริง ก็อาจหมดสิทธิฟ้องร้อง

โดยทั่วไป สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดมีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด และไม่ว่ากรณีใด ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่เกิดการละเมิด

ตัวอย่าง

  • เกิดอุบัติเหตุวันที่ 1 มกราคม 2569
  • ผู้เสียหายทราบทันทีว่าใครเป็นผู้ขับรถชน

กรณีนี้ อายุความโดยหลักจะเริ่มนับจากวันที่ทราบเหตุและตัวผู้รับผิด หากปล่อยให้พ้นกำหนด อาจถูกยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ได้

อย่างไรก็ตาม หากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดอาญาและมีการใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งร่วมกับคดีอาญา หรือมีข้อเท็จจริงพิเศษอื่น ๆ ระยะเวลาอาจแตกต่างไป จึงควรปรึกษาทนายก่อนดำเนินการ


เอกสารสำคัญที่ควรเตรียมก่อนฟ้องคดี

การเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้นช่วยให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารที่มักใช้ ได้แก่

เอกสารส่วนบุคคล

  • บัตรประชาชน
  • ทะเบียนบ้าน
  • หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

หลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์

  • ภาพถ่าย
  • คลิปวิดีโอ
  • รายงานประจำวัน
  • รายงานตำรวจ
  • แผนที่เกิดเหตุ
  • ภาพจากกล้องวงจรปิด

หลักฐานความเสียหาย

  • ใบรับรองแพทย์
  • เวชระเบียน
  • ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
  • ใบเสนอราคาซ่อม
  • ใบเสร็จค่าซ่อม
  • หนังสือรับรองเงินเดือน
  • หลักฐานรายได้
  • รายการเดินบัญชี
  • แบบแสดงรายการภาษี (กรณีเจ้าของกิจการ)

หากถูกฟ้องคดีละเมิด ควรทำอย่างไร

ไม่ใช่ทุกกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องรับผิดเสมอไป ผู้ถูกฟ้องอาจมีข้อต่อสู้ตามกฎหมาย เช่น

  • ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุ
  • ผู้ฟ้องไม่มีหลักฐานเพียงพอ
  • ความเสียหายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย
  • ผู้เสียหายมีส่วนประมาทร่วม
  • เหตุเกิดจากบุคคลภายนอกหรือเหตุสุดวิสัย
  • ผู้ฟ้องขาดอายุความ
  • จำนวนค่าเสียหายที่เรียกร้องสูงเกินสมควร

การเตรียมคำให้การและรวบรวมหลักฐานตั้งแต่ได้รับหมายศาลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาจส่งผลต่อผลของคดีและจำนวนเงินที่ต้องรับผิด


บทบาทของทนายคดีละเมิดในการเรียกค่าเสียหาย

ทนายความไม่ได้มีหน้าที่เพียงยื่นฟ้องหรือว่าความในศาล แต่ยังช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและประเมินมูลค่าความเสียหายตามกฎหมาย เพื่อให้การเรียกร้องมีเหตุผลและมีหลักฐานรองรับ

บริการที่ทนายสามารถให้ได้ เช่น

  • วิเคราะห์สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทน
  • ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น
  • รวบรวมและจัดทำพยานหลักฐาน
  • ร่างหนังสือบอกกล่าวหรือหนังสือทวงถามก่อนฟ้อง
  • เจรจาไกล่เกลี่ยและทำสัญญาประนีประนอม
  • ดำเนินคดีในศาลทุกขั้นตอน รวมถึงการบังคับคดีภายหลังมีคำพิพากษา

การวางแผนตั้งแต่ก่อนฟ้องคดีมักช่วยลดข้อพิพาทที่ไม่จำเป็น และเพิ่มโอกาสในการได้รับการชดใช้ค่าเสียหายอย่างเหมาะสม

ขั้นตอนการดำเนินคดีละเมิด

เมื่อเกิดความเสียหายจากการกระทำของผู้อื่น หลายคนเข้าใจว่าต้องรีบฟ้องศาลทันที แต่ในทางปฏิบัติ การเตรียมคดีอย่างเป็นระบบจะช่วยเพิ่มโอกาสในการชนะคดีและได้รับค่าสินไหมทดแทนอย่างเหมาะสม

โดยทั่วไป การดำเนินคดีละเมิดมีขั้นตอนดังนี้

  1. วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
  2. รวบรวมพยานหลักฐาน
  3. ประเมินความเสียหาย
  4. เจรจาไกล่เกลี่ย (ถ้าเหมาะสม)
  5. ยื่นฟ้องต่อศาล
  6. สืบพยาน
  7. ศาลมีคำพิพากษา
  8. บังคับคดี

ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อเท็จจริง

ทนายจะสอบถามรายละเอียด เช่น

  • เหตุเกิดเมื่อใด
  • เกิดที่ไหน
  • ใครเป็นผู้ก่อเหตุ
  • มีพยานหรือไม่
  • มีกล้องวงจรปิดหรือไม่
  • มีใบรับรองแพทย์หรือไม่
  • มีผู้เห็นเหตุการณ์กี่คน

หลายคดีแพ้ตั้งแต่ต้น เพราะข้อเท็จจริงไม่ชัดเจน หรือให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน


ขั้นตอนที่ 2 รวบรวมพยานหลักฐาน

คดีละเมิดใช้หลักฐานเป็นสำคัญ

หลักฐานที่ควรรีบเก็บ ได้แก่

พยานเอกสาร

  • ใบเสร็จ
  • ใบรับรองแพทย์
  • รายงานตำรวจ
  • สัญญา
  • หนังสือรับรองบริษัท
  • หนังสือโต้ตอบ

พยานวัตถุ

  • รถยนต์
  • โทรศัพท์
  • อุปกรณ์ที่เสียหาย
  • เครื่องจักร

พยานอิเล็กทรอนิกส์

  • กล้องวงจรปิด
  • Dash Cam
  • คลิปมือถือ
  • Facebook
  • Line
  • Email
  • GPS

ปัจจุบันพยานอิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทอย่างมากในคดีละเมิด


ขั้นตอนที่ 3 ประเมินมูลค่าความเสียหาย

ก่อนยื่นฟ้อง

ทนายจะคำนวณว่าเรียกค่าเสียหายได้เท่าใด

ตัวอย่าง

  • ค่ารักษาพยาบาล
  • ค่าซ่อมรถ
  • ค่าขาดรายได้
  • ค่าเสียโอกาส
  • ค่าใช้จ่ายอนาคต

การเรียกค่าเสียหายสูงเกินจริง

อาจทำให้ศาลมองว่าขาดเหตุผล

ในทางกลับกัน

หากเรียกต่ำเกินไป

เมื่อมีคำพิพากษาแล้วก็ไม่สามารถกลับมาเรียกเพิ่มได้ในหลายกรณี


ขั้นตอนที่ 4 การเจรจาไกล่เกลี่ย

คดีละเมิดจำนวนมากสามารถตกลงกันได้

ข้อดี

  • ประหยัดเวลา
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย
  • ลดความขัดแย้ง
  • ได้รับเงินเร็วกว่า

หากตกลงกันได้

ควรจัดทำ

  • หนังสือประนีประนอมยอมความ
  • กำหนดวันชำระเงิน
  • เงื่อนไขผิดนัด
  • วิธีการบังคับ

โดยให้ทนายตรวจร่างก่อนลงนาม


ขั้นตอนที่ 5 ยื่นฟ้องต่อศาล

หากตกลงไม่ได้

จึงเข้าสู่กระบวนการศาล

คำฟ้องต้องระบุ

  • คู่ความ
  • ข้อเท็จจริง
  • พฤติการณ์แห่งการละเมิด
  • ข้อกฎหมาย
  • ค่าเสียหาย
  • คำขอท้ายฟ้อง

หากคำฟ้องไม่ครบถ้วน

อาจถูกศาลสั่งแก้ไข

หรือมีผลกระทบต่อรูปคดี


ขั้นตอนที่ 6 การสืบพยาน

เป็นช่วงสำคัญที่สุด

ฝ่ายโจทก์ต้องพิสูจน์ว่า

  • จำเลยกระทำละเมิด
  • มีความเสียหายจริง
  • จำนวนเงินที่เรียกเหมาะสม

ส่วนจำเลย

อาจพิสูจน์ว่า

  • ไม่ได้กระทำ
  • ไม่ประมาท
  • ผู้เสียหายประมาทร่วม
  • ค่าเสียหายสูงเกินจริง
  • ขาดอายุความ

ขั้นตอนที่ 7 ศาลมีคำพิพากษา

ศาลอาจพิพากษา

  • ให้ชำระเต็มจำนวน
  • ให้ชำระบางส่วน
  • ยกฟ้อง
  • ลดค่าเสียหาย

ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน


ขั้นตอนที่ 8 การบังคับคดี

แม้ชนะคดีแล้ว

หากจำเลยไม่ชำระเงิน

เจ้าหนี้อาจดำเนินการบังคับคดี เช่น

  • ยึดทรัพย์
  • อายัดเงินเดือน
  • อายัดบัญชีธนาคาร
  • ขายทอดตลาดทรัพย์สิน

ดังนั้น

การสืบทรัพย์ก่อนฟ้อง

จึงมีความสำคัญไม่น้อย


เทคนิคการดำเนินคดีของฝ่ายโจทก์

หากเป็นผู้เสียหาย

ควรดำเนินการดังนี้

  • รีบเก็บหลักฐานทันที
  • ถ่ายภาพทุกมุม
  • ขอข้อมูลพยาน
  • ขอภาพจากกล้องวงจรปิด
  • เก็บใบเสร็จทุกใบ
  • พบแพทย์ทันทีเมื่อบาดเจ็บ
  • อย่าซ่อมทรัพย์สินก่อนถ่ายรูป
  • ปรึกษาทนายก่อนเจรจา

เทคนิคการต่อสู้คดีของฝ่ายจำเลย

หากถูกฟ้อง

ไม่ควรเพิกเฉย

ควรรีบพบทนาย

เพื่อตรวจสอบว่า

  • ผู้ฟ้องมีหลักฐานจริงหรือไม่
  • จำนวนเงินเรียกถูกต้องหรือไม่
  • มีอายุความหรือไม่
  • ผู้เสียหายประมาทร่วมหรือไม่
  • เหตุสุดวิสัยหรือไม่

หลายคดีสามารถลดจำนวนเงินที่ต้องรับผิดได้

แม้ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดทั้งหมด


ผู้เสียหายประมาทร่วม

หลักกฎหมายที่พบได้บ่อย

คือ

ผู้เสียหายเองก็มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย

ตัวอย่าง

  • ข้ามถนนตัดหน้ารถ
  • ไม่สวมหมวกกันน็อก
  • ฝ่าไฟแดง
  • ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

ศาลอาจลดจำนวนค่าสินไหมทดแทน

ตามส่วนแห่งความประมาท


ตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

หมายเหตุ: ด้านล่างเป็นการสรุปหลักกฎหมายจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่การคัดลอกคำพิพากษาทั้งฉบับ

1. ผู้เสียหายประมาทร่วม

หากผู้เสียหายมีส่วนทำให้เกิดเหตุ

ศาลสามารถลดค่าสินไหมได้


2. ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

แม้รถได้รับการซ่อมจากบริษัทประกันภัยแล้ว

เจ้าของรถยังอาจเรียก

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

จากผู้กระทำละเมิดได้

หากพิสูจน์ความเสียหายได้


3. ค่าเสียหายต้องพิสูจน์ได้

การอ้างตัวเลขลอย ๆ

โดยไม่มีหลักฐาน

ศาลอาจไม่รับฟัง


4. รายได้ต้องมีหลักฐาน

ผู้ประกอบอาชีพอิสระ

ควรมี

  • Statement
  • แบบภาษี
  • เอกสารทางบัญชี

เพื่อพิสูจน์รายได้


5. ค่าใช้จ่ายในอนาคต

หากแพทย์ยืนยันว่าต้องรักษาต่อ

ศาลอาจกำหนด

ค่าใช้จ่ายในอนาคตได้


6. ค่าดูแลผู้ป่วย

หากจำเป็นต้องมีผู้ดูแล

และพิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายจริง

ศาลอาจกำหนดให้ชดใช้ได้


7. ความเสียหายต่อชื่อเสียง

ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ว่า

การกระทำของจำเลย

ทำให้ชื่อเสียงเสียหายจริง


8. ผู้ว่าจ้างอาจต้องร่วมรับผิด

หากลูกจ้างกระทำละเมิด

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ผู้ว่าจ้างอาจต้องร่วมรับผิดตามกฎหมาย


9. เจ้าของอาคารละเลยการดูแล

หากอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างชำรุด

จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น

เจ้าของอาจต้องรับผิด

หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร


10. อายุความเป็นข้อต่อสู้สำคัญ

หากโจทก์ฟ้องหลังพ้นกำหนดอายุความ

จำเลยสามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้

และหากศาลเห็นว่าพ้นกำหนดจริง

สิทธิเรียกร้องอาจตกไป


ข้อผิดพลาดที่พบเป็นประจำในคดีละเมิด

หลายคดีเสียเปรียบเพราะการดำเนินการตั้งแต่ต้นไม่เหมาะสม เช่น

  • ไม่แจ้งความหรือไม่บันทึกเหตุการณ์ไว้
  • ไม่ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ
  • ไม่เก็บใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
  • ซ่อมทรัพย์สินก่อนตรวจสภาพ
  • ลบข้อความหรือหลักฐานในโทรศัพท์
  • ตกลงรับเงินโดยไม่มีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ปล่อยให้อายุความขาด
  • ฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

การได้รับคำปรึกษาจากทนายตั้งแต่ระยะแรก ช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ และทำให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตารางสรุปค่าสินไหมทดแทนที่เรียกได้

ประเภทความเสียหายตัวอย่างเรียกได้หรือไม่
ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าผ่าตัด ค่าห้อง
ค่าซ่อมทรัพย์สิน รถ บ้าน เครื่องจักร
ค่าขาดรายได้ หยุดงาน ขาดรายได้
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ รถต้องเข้าซ่อม
ค่าใช้จ่ายผู้ดูแล กรณีจำเป็น
ค่าปลงศพ กรณีเสียชีวิต
ค่าเสียหายในอนาคต หากพิสูจน์ได้
ค่าเสียหายที่ไม่มีหลักฐานรองรับ อ้างโดยไม่มีพยานหลักฐาน ✘ หรืออาจได้รับเพียงบางส่วน

ตารางอายุความคดีละเมิด

รายการระยะเวลา
ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้รับผิด 1 ปี
ระยะเวลาสูงสุดนับแต่วันเกิดเหตุ 10 ปี

ข้อควรระวัง: การนับอายุความอาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี และบางกรณีอาจมีกฎหมายเฉพาะหรือข้อยกเว้นที่ใช้บังคับ จึงควรปรึกษาทนายความโดยเร็วเพื่อไม่ให้เสียสิทธิในการฟ้องร้อง


ก่อนฟ้องคดีละเมิด ควรเตรียมอะไรบ้าง

เพื่อเพิ่มโอกาสในการชนะคดีและให้ศาลสามารถประเมินค่าเสียหายได้อย่างครบถ้วน ควรเตรียมเอกสารและหลักฐานดังต่อไปนี้

  • บัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน
  • ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ
  • คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดหรือโทรศัพท์
  • รายงานประจำวันหรือบันทึกของตำรวจ (หากมี)
  • ใบรับรองแพทย์และเวชระเบียน
  • ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
  • ใบเสนอราคาหรือใบเสร็จค่าซ่อมทรัพย์สิน
  • หนังสือรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานรายได้
  • ข้อมูลพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์
  • เอกสารการติดต่อหรือการเจรจากับคู่กรณี

การเก็บหลักฐานตั้งแต่วันเกิดเหตุจะช่วยให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในศาลมีน้ำหนักมากขึ้น


ทำไมควรปรึกษาทนายคดีละเมิดตั้งแต่เริ่มต้น

หลายคดีมีโอกาสได้รับการชดใช้โดยไม่ต้องฟ้องศาล หากมีการเจรจาอย่างถูกต้องและมีหลักฐานพร้อม แต่ในบางกรณี การดำเนินคดีเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิของผู้เสียหาย

ทนายความสามารถช่วยในเรื่องต่าง ๆ เช่น

  • วิเคราะห์สิทธิและหน้าที่ของคู่กรณี
  • ประเมินจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสม
  • ตรวจสอบอายุความ
  • รวบรวมและจัดเตรียมพยานหลักฐาน
  • ร่างหนังสือบอกกล่าวหรือหนังสือทวงถาม
  • เจรจาประนีประนอม
  • ดำเนินคดีในศาล
  • ดำเนินการบังคับคดีหลังมีคำพิพากษา

คำถามที่พบบ่อย 

1. คดีละเมิดคืออะไร

คดีละเมิด คือ คดีที่เกิดจากการที่บุคคลหนึ่งกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยผิดกฎหมาย จนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย และผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน


2. ฟ้องคดีละเมิดต้องมีทนายหรือไม่

กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีทนายความ แต่หากคดีมีมูลค่าความเสียหายสูง หรือมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซับซ้อน การมีทนายจะช่วยวางกลยุทธ์ รวบรวมหลักฐาน และดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ


3. อายุความฟ้องคดีละเมิดกี่ปี

โดยหลัก ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ ทั้งนี้อาจมีข้อยกเว้นตามกฎหมายในบางกรณี


4. หากไม่มีใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล จะเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่

อาจเรียกได้ แต่การไม่มีหลักฐานจะทำให้การพิสูจน์ความเสียหายทำได้ยาก ศาลอาจไม่กำหนดค่าเสียหายเต็มจำนวน ดังนั้นควรเก็บใบเสร็จและเอกสารทางการแพทย์ทุกครั้ง


5. รถถูกชน บริษัทประกันซ่อมให้แล้ว ยังฟ้องได้หรือไม่

ได้ หากยังมีความเสียหายส่วนอื่น เช่น ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือความเสียหายที่ประกันภัยไม่ได้ชดใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี


6. ผู้เสียหายมีส่วนประมาท จะยังเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่

ได้ แต่ศาลอาจลดจำนวนค่าสินไหมทดแทนตามสัดส่วนแห่งความประมาทของผู้เสียหาย


7. ถูกโพสต์ข้อความทำให้เสียชื่อเสียง ถือเป็นละเมิดหรือไม่

หากการโพสต์ดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน และในบางกรณีอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาด้วย


8. เจรจาไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องดีหรือไม่

ในหลายกรณี การเจรจาอาจช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ควรจัดทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร และให้ทนายตรวจสอบเงื่อนไขก่อนลงนาม


9. หากคู่กรณีไม่มีทรัพย์สิน จะทำอย่างไร

แม้ศาลจะมีคำพิพากษาให้ชำระเงิน หากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินหรือรายได้เพียงพอ การบังคับคดีอาจทำได้จำกัด ดังนั้นควรประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของคู่กรณีควบคู่ไปกับการดำเนินคดี


10. คดีละเมิดใช้เวลานานเท่าใด

ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี จำนวนพยาน และภาระงานของศาล บางคดีอาจใช้เวลาหลายเดือน ขณะที่คดีที่มีข้อพิพาทมากอาจใช้เวลานานกว่านั้น


11. ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งพร้อมคดีอาญาได้หรือไม่

ในบางกรณีสามารถใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดอาญาได้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด


12. หากได้รับหนังสือทวงถามจากผู้เสียหาย ควรทำอย่างไร

ไม่ควรเพิกเฉย ควรตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมเอกสาร และปรึกษาทนายความก่อนตอบกลับหรือเจรจา เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง


สรุป

คดีละเมิดเป็นคดีแพ่งที่มีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับการชดใช้ความเสียหายจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาท ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ การทำร้ายร่างกาย ความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือการละเมิดต่อชื่อเสียง

ผู้เสียหายควรดำเนินการโดยเร็ว เก็บหลักฐานให้ครบ และตรวจสอบอายุความก่อนฟ้องคดี ส่วนผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิดก็ควรรีบปรึกษาทนายเพื่อประเมินแนวทางต่อสู้คดีและลดความเสี่ยงในการรับผิดเกินสมควร

การได้รับคำแนะนำจากทนายความตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้สามารถวางแผนการดำเนินคดีได้อย่างเหมาะสม ทั้งในด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน การเจรจา และการดำเนินคดีในศาล


ติดต่อทนายคดีละเมิด

หากท่านได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้อื่น หรือถูกฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน และต้องการคำปรึกษาจากทนายความ สามารถติดต่อสำนักงานเพื่อประเมินข้อเท็จจริงของคดี แนวทางดำเนินการ และสิทธิที่พึงมีตามกฎหมาย ก่อนตัดสินใจดำเนินคดี

บริการของสำนักงาน

  • ให้คำปรึกษาคดีละเมิด
  • ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน
  • ต่อสู้คดีละเมิดในฐานะจำเลย
  • เจรจาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
  • ดำเนินคดีทั่วประเทศไทย

โทรศัพท์: 061-564-8210
LINE: nsnotary

{ "@context": "https://schema.org", "@type": "FAQPage", "mainEntity": [ { "@type": "Question", "name": "คดีละเมิดคืออะไร", "acceptedAnswer": { "@type": "Answer", "text": "คดีละเมิด คือ คดีที่เกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยผิดกฎหมาย จนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย และผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน" } }, { "@type": "Question", "name": "อายุความฟ้องคดีละเมิดกี่ปี", "acceptedAnswer": { "@type": "Answer", "text": "โดยหลัก ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้รับผิด และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น" } }, { "@type": "Question", "name": "รถถูกชน บริษัทประกันซ่อมให้แล้ว ยังเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่", "acceptedAnswer": { "@type": "Answer", "text": "อาจเรียกได้ในส่วนของค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถหรือความเสียหายอื่นที่ไม่ได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี" } }, { "@type": "Question", "name": "ผู้เสียหายมีส่วนประมาท จะยังเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่", "acceptedAnswer": { "@type": "Answer", "text": "ได้ แต่ศาลอาจลดจำนวนค่าสินไหมทดแทนตามสัดส่วนแห่งความประมาทของผู้เสียหาย" } } ] }
Visitors: 255,739