ขอพิจารณาคดีใหม่ | ปรึกษาทนาย ยื่นคำร้องต่อศาล
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? หลักกฎหมาย เงื่อนไข และสิทธิของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ถูกศาลพิพากษาโดยขาดนัด ยังขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่?
หลายคนเพิ่งทราบว่าตนเองถูกศาลพิพากษาเมื่อได้รับหนังสือจากกรมบังคับคดี ถูกอายัดเงินเดือน ถูกยึดทรัพย์ หรือได้รับคำบังคับจากศาล จึงเกิดคำถามว่า "ยังสามารถขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่"
คำตอบคือ ในบางกรณีสามารถทำได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ว่าคดีทุกคดีจะสามารถยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ได้
กฎหมายเปิดโอกาสให้จำเลยที่ไม่ได้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลนำคดีกลับมาพิจารณาใหม่ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการขาดนัดมิได้เกิดจากความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 ตรี มาตรา 199 จัตวา และมาตรา 199 เบญจ
หากคุณเพิ่งทราบว่ามีคำพิพากษา อย่ารอจนถูกบังคับคดี เพราะกฎหมายกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิ การปรึกษาทนายโดยเร็วอาจช่วยรักษาสิทธิของคุณได้
โทร 083-884-3287
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร
การขอพิจารณาคดีใหม่ คือ การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนผลของคำพิพากษาที่เกิดจากการขาดนัด และเปิดโอกาสให้จำเลยได้กลับมาต่อสู้คดีอีกครั้ง หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
วัตถุประสงค์ของกฎหมายคือการคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม (Right to be Heard) เพื่อไม่ให้บุคคลเสียสิทธิจากเหตุที่ตนไม่อาจควบคุมได้ เช่น ไม่ได้รับหมายเรียก หรือมีเหตุสุดวิสัยจนไม่สามารถมาศาลได้
อย่างไรก็ตาม ศาลจะไม่อนุญาตโดยอัตโนมัติ ผู้ร้องต้องแสดงเหตุผลและพยานหลักฐานให้ศาลเชื่อว่ามีเหตุอันสมควรตามกฎหมาย
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การขอพิจารณาคดีใหม่ในกรณีที่จำเลยแพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ อยู่ภายใต้บทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ได้แก่
- มาตรา 199
- มาตรา 199 ตรี
- มาตรา 199 จัตวา
- มาตรา 199 เบญจ
บทบัญญัติเหล่านี้กำหนดเงื่อนไข ขั้นตอน ระยะเวลา และผลของการที่ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่
มาตรา 199 ตรี กำหนดสิทธิของจำเลยอย่างไร
มาตรา 199 ตรี กำหนดหลักว่า จำเลยซึ่งแพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ และไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ในคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น อาจยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายห้ามหรือเคยได้รับการพิจารณาคดีใหม่มาแล้วครั้งหนึ่ง
กล่าวโดยง่าย คือ กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้ต่อสู้คดีเพราะขาดนัดยื่นคำให้การ สามารถขอให้ศาลเปิดคดีใหม่ได้ หากยังเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 199 จัตวา ระยะเวลายื่นคำร้อง
การมีสิทธิอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้ร้องต้องยื่นคำขอ ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยหลักให้ยื่นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับการส่งคำบังคับ หากมีพฤติการณ์ที่ไม่อาจยื่นได้เพราะเหตุสุดวิสัย อาจยื่นภายใน 15 วันนับแต่เหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง แต่ไม่อาจยื่นเกินระยะเวลาสูงสุดที่กฎหมายกำหนดหลังการบังคับคดี
ดังนั้น หากเพิ่งทราบว่าถูกพิพากษาและได้รับเอกสารจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ควรรีบให้ทนายตรวจสอบวันเริ่มนับระยะเวลาโดยทันที
มาตรา 199 เบญจ ศาลพิจารณาอะไร
เมื่อศาลได้รับคำขอ ศาลจะพิจารณาว่า
- การขาดนัดเกิดจากความจงใจหรือไม่
- มีเหตุอันสมควรหรือเหตุสุดวิสัยหรือไม่
- ผู้ร้องมีแนวทางต่อสู้คดีที่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
- คำขอยื่นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
หากศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควรและผู้ร้องอาจมีทางชนะคดี ศาลอาจอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ และคำพิพากษาที่เกิดจากการขาดนัดรวมถึงการบังคับคดีที่เกี่ยวเนื่องอาจถูกเพิกถอนได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ขอพิจารณาคดีใหม่ แตกต่างจากการอุทธรณ์อย่างไร
หลายคนเข้าใจผิดว่าการอุทธรณ์กับการขอพิจารณาคดีใหม่เป็นเรื่องเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วแตกต่างกัน
| ขอพิจารณาคดีใหม่ | อุทธรณ์ |
|---|---|
| ขอให้ศาลเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีใหม่ | ขอให้ศาลสูงตรวจคำพิพากษา |
| เน้นเหตุแห่งการขาดนัด | เน้นข้อผิดพลาดของคำพิพากษา |
| ต้องเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 199 ตรี | ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เรื่องอุทธรณ์ |
| ศาลไต่สวนคำร้องก่อน | ศาลอุทธรณ์พิจารณาจากสำนวนและข้อกฎหมายเป็นหลัก |
การเลือกใช้สิทธิที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญมาก เพราะหากใช้วิธีที่ไม่เหมาะกับข้อเท็จจริง อาจเสียสิทธิทางคดีได้
กรณีใดที่ศาลอาจอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่
ตัวอย่างเหตุที่อาจเข้าเงื่อนไข เช่น
- ไม่ได้รับหมายเรียกหรือสำเนาคำฟ้องโดยแท้จริง
- ป่วยหนักจนไม่สามารถเดินทางมาศาลได้
- ประสบอุบัติเหตุ
- เกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน
- มีเหตุอื่นที่พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้จงใจหลีกเลี่ยงการดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม การอ้างเหตุเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้ร้องควรมีพยานหลักฐาน เช่น หนังสือรับรองแพทย์ หลักฐานการเดินทาง หรือเอกสารอื่นที่สนับสนุนข้ออ้าง
อย่ารอจนถูกยึดทรัพย์หรืออายัดเงินเดือน
ในทางปฏิบัติ หลายคนเพิ่งทราบว่าตนเองแพ้คดีเมื่อ
- ได้รับหนังสือบังคับคดี
- ถูกอายัดเงินเดือน
- ถูกอายัดบัญชีธนาคาร
- ถูกยึดทรัพย์
- นายจ้างแจ้งว่ามีคำสั่งอายัดรายได้
หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อย่าเพิ่งสรุปว่าไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะในบางกรณียังอาจมีสิทธิยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและดำเนินการภายในกำหนดเวลา
ปรึกษาทนายก่อนดำเนินการ เพื่อประเมินสิทธิและแนวทางที่เหมาะสมกับคดีของคุณ
โทร 083-884-3287ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขอพิจารณาคดีใหม่ และแนววินิจฉัยของศาล
การศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแม้กฎหมายจะกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 ตรี มาตรา 199 จัตวา และมาตรา 199 เบญจ แต่การพิจารณาว่าจะอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่นั้น ศาลจะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงของแต่ละคดีเป็นสำคัญ
หมายเหตุ: ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการสรุปสาระสำคัญของแนวคำพิพากษา ไม่ใช่การคัดลอกคำพิพากษาทั้งฉบับ
1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15324/2558
ยื่นคำร้องเกินกำหนด แม้อ้างว่าอยู่ต่างประเทศ
ข้อเท็จจริง
จำเลยอ้างว่าอาศัยอยู่ต่างประเทศ ไม่ทราบว่าถูกฟ้อง และเพิ่งทราบเมื่อทรัพย์สินถูกยึด จึงยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
แม้จำเลยจะอ้างว่ามีเหตุสุดวิสัย แต่เมื่อทราบเรื่องแล้วกลับไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนด 15 วันนับแต่เหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง คำร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำขอ
ข้อสังเกต
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า
- การอ้างว่า "ไม่รู้ว่ามีคดี" เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
- เมื่อทราบแล้วต้องรีบดำเนินการ
- ระยะเวลาตามกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก
2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3123/2545
คำร้องต้องแสดงเหตุว่าหากพิจารณาใหม่ ผู้ร้องอาจชนะคดี
ข้อเท็จจริง
จำเลยอ้างเพียงว่าดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกไม่ถูกต้อง แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดหรือข้อคัดค้านอย่างชัดเจน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
คำร้องต้องระบุทั้ง
- เหตุแห่งการขาดนัด
- ข้อคัดค้านต่อคำพิพากษาที่ชัดเจน
- เหตุที่แสดงให้เห็นว่าหากพิจารณาคดีใหม่ ผู้ร้องอาจเป็นฝ่ายชนะ
เมื่อคำร้องไม่แสดงรายละเอียดเพียงพอ จึงไม่เป็นไปตามมาตรา 199 จัตวา วรรคสอง
ข้อสังเกต
คำร้องที่เขียนเพียงว่า
- "ผมไม่ได้เป็นหนี้"
- "ผมเชื่อว่าจะชนะ"
โดยไม่มีข้อเท็จจริงและหลักฐานรองรับ มักไม่เพียงพอ
ศาลให้ความสำคัญกับอะไร
จากแนวคำพิพากษาหลายคดี ศาลมักพิจารณาเรื่องต่อไปนี้
1. จำเลยได้รับหมายเรียกหรือไม่
หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้รับหมายเรียกจริง อาจเป็นเหตุสนับสนุนคำขอ แต่ศาลจะตรวจสอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการส่งหมายอย่างละเอียด
2. เหตุแห่งการขาดนัด
ตัวอย่างเหตุที่ศาลอาจรับฟัง
- ป่วยหนัก
- ประสบอุบัติเหตุ
- เหตุสุดวิสัย
- ไม่ได้รับหมายโดยแท้จริง
ส่วนเหตุอย่าง
- งานยุ่ง
- ลืมนัด
- ไม่อยากมาศาล
มักไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
3. ผู้ร้องดำเนินการรวดเร็วหรือไม่
เมื่อทราบว่ามีคำพิพากษาแล้ว
หากรีบ
- ติดต่อทนาย
- ขอคัดสำนวน
- ยื่นคำร้อง
ย่อมแสดงถึงความตั้งใจใช้สิทธิ
แต่หากปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่มีเหตุผล ศาลอาจเห็นว่าไม่สมควรได้รับการพิจารณาคดีใหม่
4. มีแนวทางต่อสู้คดีหรือไม่
ศาลจะพิจารณาด้วยว่า หากเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีใหม่ ผลคดีอาจเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ตามหลักในมาตรา 199 เบญจ
ตัวอย่าง เช่น
- หนี้ขาดอายุความ
- คำนวณดอกเบี้ยผิด
- ชำระหนี้แล้ว
- ฟ้องผิดตัว
- สัญญาเป็นโมฆะ
แนวทางจากคำพิพากษาศาลฎีกา
จากแนววินิจฉัยของศาล สามารถสรุปหลักสำคัญได้ ดังนี้
✅ ต้องยื่นภายในกำหนดเวลา
✅ ต้องอธิบายเหตุแห่งการขาดนัดอย่างละเอียด
✅ ต้องมีหลักฐานสนับสนุน
✅ ต้องแสดงข้อคัดค้านที่มีสาระสำคัญ
✅ ต้องทำให้ศาลเห็นว่า หากพิจารณาใหม่ ผู้ร้องอาจชนะคดี
ตัวอย่างสถานการณ์ที่อาจมีโอกาสได้รับการพิจารณาใหม่
กรณีที่ 1
จำเลยทำงานต่างประเทศ
ไม่มีผู้รับหมาย
เพิ่งทราบเมื่อถูกยึดทรัพย์
มีหลักฐานการเดินทางครบถ้วน
หากยื่นภายในกำหนดเวลา อาจเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย แต่ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดของคดี
กรณีที่ 2
จำเลยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลช่วงวันนัด
มีหนังสือรับรองแพทย์
ไม่สามารถเดินทางได้จริง
หลักฐานทางการแพทย์อาจมีน้ำหนักสนับสนุนคำร้อง หากประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้อง
กรณีที่ 3
จำเลยทราบว่ามีคำพิพากษาแล้ว
แต่ปล่อยไว้หลายเดือน
จึงค่อยยื่นคำร้อง
กรณีเช่นนี้อาจมีปัญหาเรื่องกำหนดเวลาและความล่าช้าในการใช้สิทธิ ซึ่งศาลให้ความสำคัญอย่างมาก
ข้อควรระวัง
หลายคนเข้าใจผิดว่า
"ไม่เคยเห็นหมายศาล"
เท่ากับ
"ขอพิจารณาคดีใหม่ได้แน่นอน"
ความจริงไม่ใช่
ศาลจะตรวจสอบว่า
- หมายส่งถูกต้องหรือไม่
- ผู้รับหมายเป็นใคร
- จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด
- มีการหลีกเลี่ยงการรับหมายหรือไม่
- ข้ออ้างสอดคล้องกับพยานหลักฐานหรือไม่
การวิเคราะห์สำนวนคดีจึงมีความสำคัญก่อนตัดสินใจยื่นคำร้อง
ปรึกษาทนายก่อนยื่นคำร้อง
หากคุณเพิ่งทราบว่าถูกพิพากษา ถูกอายัดเงินเดือน ถูกยึดทรัพย์ หรือได้รับหนังสือจากกรมบังคับคดี อย่าเพิ่งสรุปว่าหมดสิทธิ เพราะในบางกรณียังอาจมีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้
สำนักงานให้บริการ
- ตรวจสอบสำนวนคดี
- วิเคราะห์สิทธิในการยื่นคำร้อง
- ตรวจสอบกำหนดเวลาตามกฎหมาย
- ร่างคำร้องและรวบรวมพยานหลักฐาน
- ดำเนินคดีและว่าความต่อศาล
โทร 083-884-3287
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขอพิจารณาคดีใหม่
1. ขอพิจารณาคดีใหม่คืออะไร?
การขอพิจารณาคดีใหม่ คือ การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาคดีอีกครั้งในกรณีที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะเมื่อจำเลยถูกพิพากษาโดยขาดนัดและเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
2. ถูกศาลพิพากษาแล้ว ยังขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่?
ได้ในบางกรณี แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เช่น เหตุแห่งการขาดนัด ระยะเวลาการยื่นคำร้อง และเงื่อนไขอื่นที่กฎหมายกำหนด ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
3. ถ้าไม่เคยได้รับหมายศาล จะขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่?
การไม่ได้รับหมายศาลอาจเป็นเหตุประกอบคำร้องได้ แต่ศาลจะตรวจสอบว่าการส่งหมายเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ร้องต้องมีพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของตน
4. ขาดนัดเพราะป่วยหนัก ศาลจะอนุญาตหรือไม่?
หากเป็นการเจ็บป่วยจริงและมีหลักฐาน เช่น หนังสือรับรองแพทย์ เวชระเบียน หรือเอกสารจากโรงพยาบาล ศาลอาจนำมาประกอบการพิจารณา แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย
5. อยู่ต่างประเทศในวันนัดศาล ขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่?
อาจเป็นเหตุที่ศาลรับฟังได้ หากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยเอกสาร เช่น หนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน หรือหลักฐานการทำงานในต่างประเทศ และยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย
6. ต้องยื่นคำร้องภายในกี่วัน?
กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องไว้ การเริ่มนับระยะเวลาอาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ดังนั้นเมื่อทราบว่ามีคำพิพากษาหรือได้รับคำบังคับ ควรรีบปรึกษาทนายทันที
7. หากถูกอายัดเงินเดือนแล้ว ยังดำเนินการได้หรือไม่?
ในบางกรณียังอาจดำเนินการได้ หากยังไม่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายและเข้าเงื่อนไขสำหรับการขอพิจารณาคดีใหม่ จึงไม่ควรละเลยเมื่อได้รับหนังสือจากกรมบังคับคดี
8. หากถูกยึดทรัพย์แล้ว จะหมดสิทธิหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป สิทธิในการดำเนินการขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ระยะเวลา และเงื่อนไขตามกฎหมาย ควรให้ทนายตรวจสอบสำนวนและเอกสารก่อน
9. จำเป็นต้องมีทนายความหรือไม่?
กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องมีทนายทุกกรณี แต่การยื่นคำร้องประเภทนี้เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ระยะเวลา และการนำเสนอพยานหลักฐาน การได้รับคำแนะนำจากทนายจึงช่วยลดความเสี่ยงในการเสียสิทธิ
10. ศาลใช้เวลาพิจารณานานเท่าใด?
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับศาล ลักษณะของคดี จำนวนพยาน และขั้นตอนการไต่สวน จึงไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนได้
11. หากศาลไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ จะทำอย่างไร?
แนวทางดำเนินการขึ้นอยู่กับเหตุผลของคำสั่งศาลและสิทธิที่กฎหมายเปิดไว้ในแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายเพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะสม
12. คดีอาญาสามารถขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่?
คดีอาญามีกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่แตกต่างจากคดีแพ่ง การใช้คำว่า "ขอพิจารณาคดีใหม่" ในคดีอาญาจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้นโดยเฉพาะ
13. การยื่นคำร้องทำให้การบังคับคดีหยุดทันทีหรือไม่?
ไม่เสมอไป การยื่นคำร้องเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้การบังคับคดีหยุดโดยอัตโนมัติ ผู้ร้องอาจต้องดำเนินการตามขั้นตอนอื่นที่กฎหมายกำหนด แล้วแต่กรณี
14. ไม่มีเอกสารครบ ปรึกษาได้หรือไม่?
ได้ สามารถนำเอกสารที่มีอยู่ เช่น หมายศาล คำพิพากษา หรือหนังสือจากกรมบังคับคดี มาปรึกษาเบื้องต้นก่อน แล้วจึงรวบรวมเอกสารเพิ่มเติมตามคำแนะนำของทนาย
15. ก่อนเข้าพบทนายควรเตรียมอะไร?
ควรเตรียม
- หมายศาล
- คำฟ้อง
- คำพิพากษา
- คำบังคับ
- หนังสือจากกรมบังคับคดี
- เอกสารเกี่ยวกับเหตุที่ทำให้ขาดนัด
- หลักฐานการชำระหนี้ (ถ้ามี)
- เอกสารหรือพยานอื่นที่เกี่ยวข้อง
สรุป
การขอพิจารณาคดีใหม่เป็นสิทธิที่กฎหมายเปิดไว้เพื่อคุ้มครองคู่ความในบางกรณี แต่ไม่ใช่ว่าทุกคดีจะสามารถใช้สิทธินี้ได้ ผู้ยื่นคำร้องต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมาย ยื่นภายในกำหนดเวลา และมีพยานหลักฐานที่เพียงพอให้ศาลเชื่อถือ
หากคุณเพิ่งทราบว่ามีคำพิพากษา ถูกบังคับคดี ถูกอายัดเงินเดือน หรือถูกยึดทรัพย์ ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไป เพราะการดำเนินการล่าช้าอาจทำให้เสียสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองไว้
ปรึกษาทนายก่อนยื่นคำร้อง
สำนักงานให้บริการด้านคดีแพ่งและการดำเนินคดีในศาล โดยพร้อมช่วย
- ตรวจสอบสำนวนคดี
- ประเมินสิทธิในการขอพิจารณาคดีใหม่
- วิเคราะห์ข้อกฎหมายและแนวทางดำเนินการ
- ร่างคำร้องและรวบรวมพยานหลักฐาน
- ดำเนินการต่อศาลและว่าความจนเสร็จสิ้น
หากต้องการประเมินคดีเบื้องต้น สามารถติดต่อเพื่อปรึกษาและตรวจสอบเอกสารได้
โทร 083-884-3287
LINE: nsnotary








