ได้รับหมายเรียกตำรวจ ต้องทำอย่างไร?

 
 
 

ขั้นตอนการเข้าพบพนักงานสอบสวน วิธีให้ปากคำ และสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อได้รับหมายเรียกตำรวจ

การเข้าพบพนักงานสอบสวนเป็นขั้นตอนสำคัญของคดีอาญา เพราะคำให้การและหลักฐานที่นำเสนอในชั้นสอบสวนอาจมีผลต่อการสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ และอาจถูกนำไปใช้อ้างอิงในชั้นศาลได้ ดังนั้น ผู้ที่ได้รับหมายเรียกควรเตรียมตัวอย่างรอบคอบ และไม่ควรตัดสินใจให้ข้อมูลสำคัญโดยไม่ได้พิจารณาผลทางกฎหมาย


หลังได้รับหมายเรียก ควรเตรียมตัวอย่างไร?

ก่อนถึงวันนัด ควรดำเนินการดังนี้

1. อ่านข้อกล่าวหาให้เข้าใจ

ตรวจสอบว่า

  • ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานใด
  • เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด
  • มีผู้กล่าวหาหรือผู้เสียหายเป็นใคร
  • มีพยานหลักฐานใดที่ระบุไว้หรือไม่

หากไม่เข้าใจรายละเอียด สามารถสอบถามพนักงานสอบสวนหรือปรึกษาทนายความเพื่ออธิบายข้อกฎหมายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น


2. รวบรวมพยานหลักฐาน

อย่ารอจนถึงวันนัด

ควรรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • สัญญา
  • ใบเสร็จ
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • ภาพจากกล้องวงจรปิด
  • ภาพถ่าย
  • คลิปวิดีโอ
  • ข้อความใน LINE
  • Facebook Messenger
  • SMS
  • อีเมล
  • ข้อมูลตำแหน่ง (Location)
  • รายชื่อพยานบุคคล

หลักฐานบางอย่างอาจถูกลบหรือสูญหายได้หากปล่อยเวลาผ่านไป


3. เรียงลำดับเหตุการณ์

ควรจดบันทึกว่า

  • เหตุการณ์เกิดวันไหน
  • เวลาใด
  • อยู่กับใคร
  • มีใครเห็นเหตุการณ์
  • ทำอะไรบ้าง

การเรียงลำดับเหตุการณ์จะช่วยให้ให้การได้ถูกต้อง ลดความสับสน และป้องกันการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

 

หากไม่ไปตามหมายเรียกตำรวจจะเกิดอะไรขึ้น? การออกหมายจับ การประกันตัว และบทบาทของทนายความ

หลายคนที่ได้รับหมายเรียกจากตำรวจมักเกิดความกังวลจนเลือกไม่ไปพบพนักงานสอบสวน เพราะเชื่อว่าหากไม่ไป คดีอาจเงียบหายหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ แต่ในความเป็นจริง การเพิกเฉยต่อหมายเรียกอาจทำให้สถานการณ์ทางกฎหมายซับซ้อนขึ้น และในบางกรณีอาจนำไปสู่การขอออกหมายจับได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

บทความตอนนี้จะอธิบายผลทางกฎหมายของการไม่ไปตามหมายเรียก ขั้นตอนหลังการสอบสวน การส่งสำนวนให้อัยการ การประกันตัว และบทบาทของทนายความในแต่ละช่วงของคดี


หากไม่ไปตามหมายเรียกตำรวจ จะเกิดอะไรขึ้น?

เมื่อพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกตามกฎหมาย ผู้ได้รับหมายควรเข้าพบตามวันและเวลาที่กำหนด

หากมีเหตุจำเป็น เช่น

  • ป่วย
  • ประสบอุบัติเหตุ
  • อยู่ต่างจังหวัด
  • อยู่ต่างประเทศ
  • มีเหตุสุดวิสัย

ควรรีบแจ้งพนักงานสอบสวน พร้อมหลักฐานประกอบ และขอเลื่อนวันนัด

การติดต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้ามักเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการไม่ไปโดยไม่แจ้งเหตุ


ไม่ไปพบตำรวจ จะถูกจับทันทีหรือไม่?

ไม่ใช่ทุกกรณี

การไม่ไปตามหมายเรียก ไม่ได้หมายความว่าจะถูกจับโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย และพนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุจำเป็น ก็อาจดำเนินการขอศาลออกหมายจับได้

ศาลจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละคดี ไม่ใช่ออกหมายจับทุกกรณีที่ผู้ถูกเรียกไม่มาพบ


กรณีใดที่อาจมีการขอออกหมายจับ?

ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น

  • ได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาพบโดยไม่มีเหตุอันสมควร
  • มีพฤติการณ์หลบหนี
  • มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
  • อาจก่อเหตุอันตรายประการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และอยู่ภายใต้การพิจารณาของศาล


หลังให้ปากคำแล้ว จะเกิดอะไรต่อ?

เมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว

พนักงานสอบสวนจะรวบรวม

  • คำให้การ
  • พยานบุคคล
  • พยานเอกสาร
  • พยานวัตถุ
  • ความเห็นของพนักงานสอบสวน

จากนั้นจะสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการ


อัยการมีหน้าที่อะไร?

เมื่อได้รับสำนวน

พนักงานอัยการจะพิจารณา เช่น

  • พยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่
  • ข้อกล่าวหาครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่
  • ควรสั่งฟ้องหรือไม่

อัยการอาจ

  • สั่งฟ้อง
  • สั่งไม่ฟ้อง
  • หรือให้สอบสวนเพิ่มเติม

ดังนั้น การให้ปากคำและการนำเสนอหลักฐานในชั้นสอบสวนจึงมีความสำคัญอย่างมาก


หากถูกฟ้องแล้ว ต้องทำอย่างไร?

หากอัยการมีคำสั่งฟ้อง

ศาลจะออกหมายเรียกหรือหมายจับ แล้วแต่กรณี

เมื่อได้รับหมายศาล

ควร

  • ไปศาลตามกำหนด
  • เตรียมเอกสาร
  • เตรียมพยาน
  • ปรึกษาทนายความ

อย่าปล่อยให้ขาดนัด เพราะอาจมีผลต่อสิทธิในการต่อสู้คดี


การประกันตัวคืออะไร?

การประกันตัว คือ

การขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการดำเนินคดี

ไม่ได้หมายความว่า

ศาลตัดสินว่าผู้ต้องหาไม่มีความผิด

และไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุดลง


ศาลพิจารณาอะไรในการให้ประกันตัว?

ศาลอาจพิจารณาปัจจัย เช่น

  • ความหนักเบาของข้อหา
  • อัตราโทษ
  • พฤติการณ์แห่งคดี
  • ความเสี่ยงในการหลบหนี
  • ความเสี่ยงในการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
  • ความน่าเชื่อถือของหลักประกัน (หากมี)

การอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี


ทนายความช่วยอะไรได้บ้าง?

หลายคนคิดว่า

ทนายมีหน้าที่เพียงว่าความในศาล

แต่ในความเป็นจริง

ทนายสามารถช่วยได้ตั้งแต่เริ่มได้รับหมายเรียก


1. วิเคราะห์ข้อกล่าวหา

ทนายจะพิจารณา

  • องค์ประกอบความผิด
  • พยานหลักฐาน
  • จุดอ่อนของคดี
  • แนวทางต่อสู้

2. เตรียมคำให้การ

คำให้การในชั้นสอบสวนมีความสำคัญ

ทนายจะช่วยจัดลำดับข้อเท็จจริง

และหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายโดยไม่จำเป็น


3. ตรวจสอบเอกสาร

เช่น

  • บันทึกคำให้การ
  • เอกสารที่พนักงานสอบสวนจัดทำ
  • หนังสือรับทราบข้อกล่าวหา

เพื่อให้ตรงกับข้อเท็จจริง


4. ช่วยรวบรวมพยานหลักฐาน

หลายคดี

ผู้ถูกกล่าวหาไม่ทราบว่า

หลักฐานใดมีน้ำหนักมากที่สุด

ทนายสามารถแนะนำได้ว่า

ควรใช้

  • เอกสาร
  • ภาพถ่าย
  • วิดีโอ
  • ผู้เชี่ยวชาญ
  • พยานบุคคล

อย่างไรให้เหมาะสมกับรูปคดี


5. ดำเนินคดีในชั้นศาล

หากอัยการสั่งฟ้อง

ทนายจะ

  • ยื่นคำให้การ
  • ยื่นบัญชีพยาน
  • ซักค้านพยาน
  • แถลงข้อกฎหมาย
  • ต่อสู้คดีจนเสร็จสิ้น

ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อย

ตัวอย่างที่ 1

ได้รับหมายเรียกคดีลักทรัพย์

แต่ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุ

ผู้ถูกกล่าวหานำ

  • หลักฐาน GPS
  • กล้องวงจรปิด
  • พยานบุคคล

มาชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน

ทำให้ข้อเท็จจริงมีความชัดเจนมากขึ้น


ตัวอย่างที่ 2

ได้รับหมายเรียกฐานฉ้อโกง

แต่เป็นข้อพิพาททางแพ่ง

ทนายช่วยรวบรวม

  • สัญญา
  • หลักฐานการชำระเงิน
  • ข้อความการสนทนา

เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

การพิจารณาคดีอาญา รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับการสอบสวนและการรับฟังพยานหลักฐาน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ไม่มีคำพิพากษาฎีกาใดที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์

อย่างไรก็ดี ในการเขียนบทความเชิงกฎหมาย ควรอ้างอิง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ตรงกับประเด็นและตรวจสอบเลขคำพิพากษาให้ถูกต้อง ก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะหากจะยกตัวอย่างหลักกฎหมายเกี่ยวกับ

  • การรับฟังคำรับสารภาพ
  • น้ำหนักของพยานหลักฐาน
  • สิทธิของผู้ต้องหา
  • ความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการสอบสวน

หมายเหตุ: ผมไม่แนะนำให้ระบุเลขคำพิพากษาศาลฎีกาจากความจำ เพราะมีความเสี่ยงที่จะคลาดเคลื่อน หากต้องการใส่ เลขคำพิพากษาศาลฎีกาจริง 10–15 คดี สำหรับบทความนี้ ควรค้นและตรวจสอบจากฐานข้อมูลคำพิพากษาที่เป็นปัจจุบันก่อน เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและน่าเชื่อถือ


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ผู้ได้รับหมายเรียกจำนวนไม่น้อยมักทำผิดพลาด เช่น

  • ไม่ไปพบพนักงานสอบสวน
  • เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์และหลีกเลี่ยงการติดต่อ
  • ลบหลักฐานในโทรศัพท์
  • พูดคุยรายละเอียดคดีผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่านเอกสาร
  • รับสารภาพเพราะเข้าใจว่าจะทำให้คดีจบเร็ว

การตัดสินใจเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อการดำเนินคดีในภายหลัง


สรุป

การได้รับหมายเรียกจากตำรวจ ไม่ใช่คำพิพากษาว่ามีความผิด แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม สิ่งสำคัญคือการเข้าพบตามหมาย ใช้สิทธิของตนอย่างเหมาะสม เตรียมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้พร้อม และขอคำปรึกษาจากทนายความเมื่อจำเป็น

การวางแผนที่ดีตั้งแต่ชั้นสอบสวนอาจมีผลต่อทิศทางของคดี ทั้งในชั้นอัยการและชั้นศาล


ปรึกษาทนายคดีอาญา

หากคุณได้รับหมายเรียกจากตำรวจ ถูกแจ้งข้อกล่าวหา หรือกำลังเผชิญคดีอาญา การปรึกษาทนายความตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้เข้าใจสิทธิของตนเอง ประเมินข้อกล่าวหา และวางแนวทางการดำเนินคดีได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการดำเนินการที่อาจกระทบต่อสิทธิในภายหลัง

(ตอนที่ 3 จบ – ประมาณ 1,000 คำ)

ข้อเสนอแนะด้าน SEO: สำหรับเวอร์ชันเผยแพร่จริง หากต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสติด AI Overview ควรใส่อ้างอิงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตราเกี่ยวกับหมายเรียกและสิทธิของผู้ต้องหา) และตรวจสอบเลขคำพิพากษาศาลฎีกาจริงก่อนอ้างอิง แทนการใส่เลขที่อาจไม่ถูกต้อง.

 
 
4
 

ตอนที่ 4 : คำถามที่พบบ่อย  เมื่อได้รับหมายเรียกตำรวจ 


คำถามที่พบบ่อย 

1. ได้รับหมายเรียกตำรวจ ต้องไปหรือไม่?

โดยทั่วไป หากได้รับหมายเรียกที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ควรไปพบพนักงานสอบสวนตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถไปได้ ควรรีบติดต่อพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งเหตุและขอเลื่อนนัด พร้อมหลักฐานประกอบตามความเหมาะสม


2. ได้รับหมายเรียก แปลว่ามีความผิดแล้วหรือไม่?

ไม่ใช่

การได้รับหมายเรียกไม่ได้หมายความว่าศาลหรือพนักงานสอบสวนตัดสินว่าคุณมีความผิด แต่เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน


3. หมายเรียกกับหมายจับต่างกันอย่างไร?

หมายเรียกเป็นการเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวน ส่วนหมายจับเป็นคำสั่งให้จับกุมตัวบุคคลตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด การได้รับหมายเรียกจึงไม่ใช่การถูกจับกุม


4. หากไม่ไปตามหมายเรียก จะถูกจับทันทีหรือไม่?

ไม่เสมอไป

อย่างไรก็ตาม หากผู้ถูกเรียกไม่มาพบโดยไม่มีเหตุอันสมควร และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดีและดุลพินิจของศาล


5. ควรมีทนายไปด้วยหรือไม่?

ควร

โดยเฉพาะหากถูกกล่าวหาในคดีอาญา เพราะทนายสามารถอธิบายสิทธิ ช่วยตรวจสอบบันทึกคำให้การ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามกฎหมาย


6. ต้องให้ปากคำทุกคำถามหรือไม่?

ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะไม่ให้การในส่วนที่อาจเป็นโทษแก่ตนเอง การตัดสินใจใช้สิทธิดังกล่าวควรพิจารณาร่วมกับทนายความตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี


7. อ่านบันทึกคำให้การก่อนลงชื่อได้หรือไม่?

ได้

ควรอ่านทุกบรรทัด หากพบว่ามีข้อความไม่ตรงกับที่ให้การ สามารถขอแก้ไขก่อนลงลายมือชื่อได้


8. หากตำรวจโทรมา แต่ยังไม่ได้รับหมายเรียก ต้องไปหรือไม่?

ควรสอบถามรายละเอียดก่อน เช่น

  • สถานีตำรวจ
  • ชื่อพนักงานสอบสวน
  • เลขคดี (หากมี)
  • สาเหตุที่เรียกพบ

หากเป็นการเชิญให้เข้าพบ ควรสอบถามว่าจะมีการออกหมายเรียกหรือไม่ และหากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาทนายก่อนเข้าพบ


9. สามารถเลื่อนวันนัดได้หรือไม่?

หากมีเหตุจำเป็น เช่น ป่วย อยู่ต่างประเทศ หรือมีเหตุสุดวิสัย ควรรีบแจ้งพนักงานสอบสวน พร้อมหลักฐานประกอบ การอนุญาตให้เลื่อนขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่


10. หลังให้ปากคำแล้ว คดีจบเลยหรือไม่?

ไม่เสมอไป

หลังสอบสวน พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาว่าจะสั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง หรือให้สอบสวนเพิ่มเติม


11. หากมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิด ยังต้องไปตามหมายเรียกหรือไม่?

ควรไป

การเข้าพบพนักงานสอบสวนเป็นโอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริงและนำเสนอพยานหลักฐานที่อาจเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี


12. ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?

โดยทั่วไป เช่น

  • บัตรประชาชน
  • หมายเรียก
  • เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดี
  • หลักฐานการสนทนา
  • ภาพถ่าย
  • คลิปวิดีโอ
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • รายชื่อพยาน (หากมี)

13. จะถูกควบคุมตัวหลังให้ปากคำหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี หากไม่มีเหตุในการควบคุมตัว ผู้ต้องหาอาจไม่ได้ถูกควบคุมตัวหลังการสอบสวน แต่ในบางกรณีอาจมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป จึงควรปรึกษาทนายเพื่อประเมินสถานการณ์


14. หากอยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศควรทำอย่างไร?

ควรรีบติดต่อพนักงานสอบสวน แจ้งเหตุที่ไม่สามารถเข้าพบตามนัด และสอบถามแนวทางการดำเนินการหรือการเลื่อนนัด พร้อมเตรียมหลักฐานประกอบตามความเหมาะสม


15. ควรติดต่อทนายเมื่อใด?

ควรติดต่อทันทีหลังได้รับหมายเรียก เพื่อให้มีเวลาศึกษาสำนวนในส่วนที่เข้าถึงได้ วิเคราะห์ข้อกล่าวหา เตรียมหลักฐาน และวางแนวทางการให้ปากคำอย่างเหมาะสม


Checklist ก่อนเข้าพบตำรวจ

✅ อ่านหมายเรียกให้ละเอียด

✅ ตรวจสอบวัน เวลา และสถานที่นัด

✅ เตรียมบัตรประชาชน

✅ เตรียมเอกสารและพยานหลักฐาน

✅ เรียงลำดับเหตุการณ์

✅ ปรึกษาทนายความ

✅ ไปถึงก่อนเวลานัด

✅ อ่านบันทึกคำให้การทุกครั้งก่อนลงชื่อ


สรุป

การได้รับหมายเรียกจากตำรวจไม่ใช่เรื่องที่ควรเพิกเฉย แต่ก็ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผู้ได้รับหมายมีความผิด การเตรียมตัวอย่างเหมาะสม การใช้สิทธิตามกฎหมาย และการปรึกษาทนายความตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างรอบคอบและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

Visitors: 256,233