ตำรวจเรียก ถูกฟ้องคดีฉ้อโกง ต้องทำอย่างไร? แนวทางสู้คดี
การได้รับ “หมายเรียกจากตำรวจ” ในคดีฉ้อโกง เป็นจุดเริ่มต้นของ คดีอาญาที่มีผลต่อชีวิตโดยตรง
หลายคนพลาดตั้งแต่ “วันแรกที่ไปพบตำรวจ” เพราะเข้าใจผิดว่าแค่ไปให้ข้อมูล
ความจริงคือ
คำให้การครั้งแรก = ตัวกำหนดทิศทางทั้งคดี
บทความนี้จะอธิบายครบ:
- ขั้นตอนจริงในทางปฏิบัติ
- กลยุทธ์สู้คดี
- แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
- วิธีลดความเสี่ยง “ติดคุก”
คดีฉ้อโกงคืออะไร? (หลักกฎหมายที่ต้องรู้)
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
“ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่น…ให้ได้ทรัพย์สิน”
องค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง:
- มีการ “หลอกลวง”
- ผู้เสียหาย “เชื่อ”
- มีการ “โอนทรัพย์สิน”
ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง = ไม่ใช่ฉ้อโกง
ตัวอย่างคดีฉ้อโกงที่พบมาก
- ฉ้อโกงออนไลน์ (Facebook / LINE / Shopee)
- หลอกลงทุน / Forex / Crypto
- โกงเงิน ยืมแล้วไม่คืน
- เช็คเด้ง
- หลอกขายสินค้า
- ใช้เอกสารปลอม
ตำรวจเรียก = คุณอยู่ในสถานะอะไร?
1. พยาน
ให้ข้อมูล ไม่มีความผิด
2. ผู้ต้องหา
ถูกกล่าวหาแล้ว (อันตราย)
ปัญหาที่พบบ่อย:
“ตำรวจเรียกไปคุยเฉยๆ”
➡️ แต่จริงๆ ถูกสอบสวนในฐานะผู้ต้องหา
ขั้นตอนเมื่อถูกตำรวจเรียกคดีฉ้อโกง (สำคัญที่สุด)
✅ Step 1: อ่านหมายเรียกอย่างละเอียด
- ข้อหา
- วันนัด
- สถานีตำรวจ
✅ Step 2: ห้ามให้การทันที (จุดพลาดอันดับ 1)
❌ พูดเอง
❌ รับสารภาพทันที
❌ อธิบายยาวโดยไม่มีทนาย
เพราะคำพูดคุณ = หลักฐานในศาล
✅ Step 3: รวบรวมหลักฐาน
- แชท / LINE / Facebook
- หลักฐานโอนเงิน
- สัญญา
- พยาน
✅ Step 4: วาง “กลยุทธ์คดี” กับทนาย
ไม่ใช่แค่ไปพูด แต่ต้อง “วางแผน”
✅ Step 5: ไปพบตำรวจตามหมาย
✔️ ไปตามนัด
✔️ มีทนายไปด้วยดีที่สุด
ถ้าไม่ไปตามหมายเรียก จะเกิดอะไรขึ้น?
- ถูกออก “หมายจับ”
- ตำรวจมาจับถึงบ้าน
- เสียเครดิตในคดี
ข้อสรุป: ไปแน่นอน แต่ต้อง “ไปแบบมีแผน”
แนวทางสู้คดีฉ้อโกง (หัวใจของการชนะคดี)
แนวทางที่ 1: ไม่มีเจตนาฉ้อโกง
เช่น:
- ยืมเงินจริง
- มีการคืนบางส่วน
- ไม่ได้ตั้งใจโกงตั้งแต่แรก
มัก “หลุดคดีอาญา → เป็นคดีแพ่ง”
แนวทางที่ 2: ไม่มีการหลอกลวง
- ไม่ได้พูดเท็จ
- อีกฝ่ายเข้าใจเอง
แนวทางที่ 3: หลักฐานโจทก์ไม่พอ
- ไม่มีเอกสาร
- ไม่มีพยาน
- หลักฐานขัดแย้ง
แนวทางที่ 4: สู้เชิงกฎหมาย
- อายุความ
- ฟ้องซ้ำ
- อำนาจศาล
ฎีกาสำคัญเกี่ยวกับคดีฉ้อโกง (ตัวจริงสายชนะคดี)
ฎีกา: “ไม่มีเจตนาตั้งแต่ต้น = ไม่ผิดฉ้อโกง”
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
หากการกู้ยืมเกิดขึ้นจริง และไม่มีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่แรก
แม้ภายหลังไม่คืนเงิน ก็ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ใช้สู้คดีได้ดีที่สุด
ฎีกา: “ผิดสัญญา ≠ ฉ้อโกง”
การไม่ทำตามสัญญา
ไม่เท่ากับฉ้อโกง หากไม่มีการหลอกลวง
ฎีกา: “ต้องพิสูจน์การหลอกลวง”
หากโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการหลอกลวง
➡️ ศาลยกฟ้อง
H2: โทษคดีฉ้อโกง
- จำคุกไม่เกิน 3 ปี
- ปรับไม่เกิน 60,000 บาท
- หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรณี:
- ฉ้อโกงประชาชน
- ฉ้อโกงออนไลน์
โทษหนักขึ้น
กลยุทธ์ “ลดโทษ / ไม่ติดคุก”
- เจรจาคืนเงิน
- ยอมความ
- รับสารภาพ (ในจังหวะที่เหมาะสม)
- มีทนายวางแผน
ความผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำ (และแพ้คดี)
❌ ไปพบตำรวจคนเดียว
❌ พูดมากเกินไป
❌ รับสารภาพโดยไม่รู้ผล
❌ ไม่มีหลักฐาน
❌ ไม่ปรึกษาทนาย
ขั้นตอนคดีฉ้อโกง (ตั้งแต่ต้นจนจบ)
- แจ้งความ
- ตำรวจออกหมายเรียก
- สอบสวน
- ส่งฟ้องอัยการ
- ศาลรับฟ้อง
- พิจารณาคดี
- พิพากษา
H2: คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ตำรวจเรียก ต้องไปไหม?
A: ต้องไป ไม่งั้นโดนหมายจับ
Q: คดีฉ้อโกงยอมความได้ไหม?
A: ได้ (ส่วนใหญ่)
Q: รับสารภาพดีไหม?
A: ต้องให้ทนายประเมินก่อน
Q: คดีฉ้อโกงติดคุกไหม?
A: มีโอกาส ถ้าไม่มีการสู้คดี
สรุป (สำคัญที่สุด)
คดีฉ้อโกง “แพ้-ชนะ” อยู่ที่
- เจตนา
- หลักฐาน
- วิธีให้การวันแรก
ถ้าพลาดตั้งแต่ตำรวจ = แพ้ตั้งแต่ต้น
ปรึกษาทนายคดีฉ้อโกง (ด่วน)
- วิเคราะห์คดีเบื้องต้น
- วางแนวสู้คดี
- ไปพบตำรวจแทน/ไปด้วยได้
โทร: 083-884-3287
LINE: nsnotary








